Daniels’ Training-for-Fitness (การฝึกเพื่อความฟิต) เป็นโปรแกรมที่ Jack Daniels ใช้แยกความแตกต่างจากการฝึกเพื่อการแข่งขันโดยเฉพาะ โปรแกรมความฟิตเหล่านี้ (แผนสีขาว แดง น้ำเงิน ทอง) มุ่งเน้นไปที่การสร้างฐานแอโรบิก (Aerobic Base) และสุขภาพโดยรวมตลอดทั้งปี โดยเน้นการวิ่งเบา ๆ (Easy running) และการเพิ่มความเครียดในการฝึกอย่างค่อยเป็นค่อยไป
1.วัตถุประสงค์หลักของโปรแกรม Training for Fitness
วัตถุประสงค์หลักของโปรแกรม Training for Fitness คือการ ยกระดับความสามารถทางสรีรวิทยาพื้นฐาน ของนักวิ่ง และสุขภาพของระบบโดยรวม เป้าหมายคือการบรรลุ ระดับความสามารถ ที่กำหนด ไม่ใช่การทำเวลาที่ดีที่สุดในการแข่งขัน โดยโปรแกรมนี้ถือเป็นพันธกิจต่อเนื่องที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพในระยะยาว เช่น การลดความเสี่ยงของโรคและความอ้วน
Daniels’ Training-for-Fitness (TFF) เป็นกรอบการฝึกซ้อมที่ Jack Daniels สร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการ สร้างความฟิตพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง และ ยกระดับความสามารถทางสรีรวิทยาโดยรวม ของนักวิ่ง การทำความเข้าใจแผนสีขาว (White Plan) และแผนสีแดง (Red Plan) ซึ่งเป็นสองระดับแรก จะต้องพิจารณาในบริบทของการเปรียบเทียบระหว่าง TFF กับ Training for Race (การฝึกเพื่อการแข่งขัน)
Daniels’ Training for Fitness (TFF) เป็นกรอบแนวคิดที่ Jack Daniels สร้างขึ้นเพื่อแยกความแตกต่างจากการฝึกเพื่อการแข่งขันโดยเฉพาะ (Training for Race) TFF มุ่งเน้นไปที่การสร้างความฟิตพื้นฐาน สุขภาพโดยรวม และความสามารถทางสรีรวิทยาของนักวิ่งอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

1.1. วัตถุประสงค์โดยรวมของ Training-for-Fitness (TFF)
วัตถุประสงค์หลักของ TFF มุ่งเน้นไปที่สุขภาพในระยะยาวและการยกระดับความสามารถพื้นฐานของนักวิ่ง
- การยกระดับความสามารถทางสรีรวิทยาและสุขภาพ: วัตถุประสงค์ที่สำคัญที่สุดคือการ ยกระดับความสามารถทางแอโรบิกและความเชี่ยวชาญทางสรีรวิทยาโดยรวม (physiological proficiency) โดยโปรแกรมนี้ถือเป็น “พันธกิจต่อเนื่อง” (ongoing commitment) เพื่อสุขภาพ ซึ่งส่งผลต่อการลดความเสี่ยงของโรคและความอ้วน การลดค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ และการปรับปรุงความเป็นอยู่ที่ดีโดยทั่วไป
- การวัดผลที่ระดับความสามารถ: เป้าหมายของ TFF คือการบรรลุ ระดับความเชี่ยวชาญด้านความฟิตที่กำหนด (designated level of fitness proficiency) ไม่ใช่การทำเวลาที่ดีที่สุดในการแข่งขันเฉพาะกิจ (PB) นักวิ่งที่สำเร็จแผนในระดับสูง (เช่น สีน้ำเงินหรือทอง) จะมีระดับความฟิตที่สูงกว่าประชากรทั่วไปอย่างมากและพร้อมสำหรับการแข่งขันหากต้องการ
- การลดความเสี่ยงการบาดเจ็บ: โครงสร้าง 16 สัปดาห์ของแต่ละแผนถูกออกแบบมาเพื่อ ลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บจากการใช้งานหนักเกินไป (overuse injuries) การก้าวหน้าอย่างเป็นขั้นตอน โดยเฉพาะการใช้เวลา 32 สัปดาห์ (แผนสีขาวและสีแดง) เพื่อสร้างความทนทานทางกลไก (mechanical durability) และรากฐานแอโรบิก (E pace) ช่วยให้เนื้อเยื่อเกี่ยวพันและกล้ามเนื้อที่รองรับได้รับการปรับสภาพอย่างเหมาะสม ก่อนเผชิญกับการฝึกที่มีความเข้มข้นสูง
Daniels’ Training for Race (TFR) หรือการฝึกเพื่อการแข่งขันโดยเฉพาะ เป็นกรอบการฝึกที่ Jack Daniels ใช้แยกออกจาก Training for Fitness (TFF) ซึ่งเน้นการสร้างความฟิตทั่วไป โปรแกรม TFR มุ่งเน้นไปที่เป้าหมายเดียวคือ การทำผลงานที่ดีที่สุด ในวันแข่งขันที่กำหนด โดยมีโครงสร้างการฝึกที่ซับซ้อนและมีความเข้มข้นสูงกว่าแผน TFF (สีขาวและสีแดง)


1.1.2 การเปรียบเทียบ Training-for-Fitness กับ Training-for-Race
Jack Daniels แยกความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างโปรแกรมความฟิต (TFF) กับการฝึกเพื่อการแข่งขัน (Training for Race) ซึ่งเน้นการเตรียมตัวเฉพาะอีเวนต์
| ลักษณะเด่น | Training for Fitness (แผนสีขาว/สีแดง) | Training for Race (แผนเฉพาะฤดูกาล) |
|---|---|---|
| วัตถุประสงค์หลัก | เพิ่มความสามารถทางสรีรวิทยาพื้นฐาน (VDOT) สุขภาพในระยะยาว และการลดความเสี่ยงการบาดเจ็บ | ปรับประสิทธิภาพให้สูงสุด เพื่อทำผลงานที่ดีที่สุด (Peaking) ในวันแข่งขันเฉพาะกิจ |
| โครงสร้าง/ระยะเวลา | ใช้บล็อกตายตัว 16 สัปดาห์ ต่อแผน การก้าวหน้าเป็นแบบ เส้นตรง (linear progression) โดยไม่มีการลดความเข้มข้น (taper) พิเศษสำหรับงานแข่งใด ๆ | มีการแบ่งเป็นช่วงเวลา (highly periodized) แบ่งฤดูกาลออกเป็นเฟสต่าง ๆ (Base, Quality, Peak, Taper) โดยทำงานย้อนหลังนับจากวันแข่งขัน |
| ความเข้มข้นและปริมาณ | เน้นการวิ่งเบา (Easy running) เป็นส่วนใหญ่ ปริมาณและการฝึกคุณภาพอยู่ในระดับที่จำกัดกว่า (เช่น แผนสีแดงสูงสุด 35 ไมล์/สัปดาห์) | มี ความเข้มข้นและปริมาณโดยรวมที่สูงกว่า (higher intensity and volume) มีการฝึก T และ I มากขึ้น และใช้ความเร็วจำเพาะ (M Pace, R Pace) ที่ปรับให้เข้ากับระยะทางของเป้าหมาย |
| การใช้ Paces | ใช้ E, T, I ในการสร้างฐานอย่างกว้าง ๆ โดยจะมีการแนะนำความเข้มข้นตามลำดับอย่างช้า ๆ (E to T I ) | ใช้ความแม่นยำของ VDOT-based precision ในการกำหนด paces เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับการแข่งขัน |
ในทางปฏิบัติ นักวิ่งสันทนาการอาจใช้แผนสีขาวหรือสีแดงในช่วงนอกฤดูกาลเพื่อสร้างความฟิต ก่อนจะเปลี่ยนไปใช้แผนเฉพาะการแข่งขันเมื่อมีเป้าหมายที่ชัดเจน

1.2. วัตถุประสงค์และการวัดผลหลักของ Training for Race (TFR)
วัตถุประสงค์ของ TFR แตกต่างจาก TFF ซึ่งมุ่งเน้นที่การเพิ่มความสามารถทางสรีรวิทยาพื้นฐาน:
- การเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดเฉพาะอีเวนต์: วัตถุประสงค์หลักของ TFR คือ การเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด (Optimize peak performance) เพื่อให้ทำผลงานที่ดีที่สุด (เช่น การทำเวลาส่วนตัวที่ดีที่สุด หรือ PB goal) สำหรับระยะทางและวันที่กำหนดของการแข่งขันนั้น ๆ
- เป้าหมายการทำเวลา: ตัวชี้วัดความสำเร็จของ TFR คือ การบรรลุเป้าหมายการแข่งขัน (เวลา) ในวันที่กำหนด ในทางตรงกันข้าม TFF มีเป้าหมายคือความเชี่ยวชาญในระดับความฟิตที่กำหนดไว้ (proficiency level)
- ความสำคัญของการแข่งขัน: ในช่วงสุดท้ายของรอบการฝึกเพื่อการแข่งขัน (Phase IV) การแข่งขันจะมีความสำคัญสูงสุด และโปรแกรมถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริม ผลงานที่ดีที่สุด
1.2.1. โครงสร้างและการจัดช่วงเวลา (Periodization)
TFR ใช้แนวคิดการแบ่งช่วงเวลา (Periodization) ซึ่งมีความซับซ้อนและแตกต่างจากบล็อก 16 สัปดาห์แบบเส้นตรง (linear progression) ของ TFF:
- การทำงานย้อนหลัง: TFR มีการฝึกที่จัดโครงสร้างอย่างเข้มงวด โดย ทำงานย้อนหลัง จากวันที่แข่งขันเป้าหมาย
- การแบ่งช่วง: ฤดูกาลฝึกซ้อมจะถูกแบ่งออกเป็นหลายช่วงที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน (defined phases) ได้แก่:
- Base (ช่วงสร้างฐาน)
- Initial Quality (คุณภาพเริ่มต้น)
- Transition Quality (คุณภาพช่วงเปลี่ยนผ่าน)
- Final Quality (คุณภาพขั้นสุดท้าย)
- การเน้นความสำคัญของการพีค: การจัดช่วงเวลานี้ถูกออกแบบมาเพื่อ นำร่างกายไปสู่จุดสูงสุด (peaking) ของสมรรถภาพสำหรับการแข่งขันที่สำคัญ
1.2.2. การเปรียบเทียบความเข้มข้น ปริมาณ และความจำเพาะ
TFR ใช้ความเข้มข้นและปริมาณที่สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับแผนความฟิตระดับเริ่มต้นและระดับกลางอย่างแผนสีขาวและสีแดง:
| ลักษณะเด่น | Training for Fitness (TFF) | Training for Race (TFR) |
|---|---|---|
| วัตถุประสงค์ | เพิ่มความสามารถทางสรีรวิทยาพื้นฐาน (VDOT) และสุขภาพในระยะยาว | เพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด (Optimize peak performance) สำหรับอีเวนต์และวันที่กำหนด |
| โครงสร้าง | บล็อกคงที่ 16 สัปดาห์ การก้าวหน้าเป็นแบบเส้นตรง (Linear progression) | การแบ่งช่วงเวลาอย่างเข้มงวด (Highly periodized) มีช่วง Taper/Peak |
| ความเข้มข้น/Pace | ค่อย ๆ แนะนำ E to T to I เน้น E Pace เป็นส่วนใหญ่ | ใช้ความเข้มข้นที่สูงกว่า รวมถึง M Pace (Marathon), I Pace (Interval) และ R Pace (Repetition) |
| การใช้ VDOT | แผนสีแดงต้องการ VDOT เพื่อควบคุมความเข้มข้นของ T/I | ต้องใช้ ความแม่นยำที่อิงตาม VDOT เพื่อให้ความเร็วในการฝึกสอดคล้องกับเป้าหมายการแข่งขัน |
| ปริมาณการฝึก | ปริมาณการฝึกต่ำกว่า (แผนสีแดง 20–35 ไมล์/สัปดาห์) | ปริมาณรวมที่สูงกว่า (Higher volume) รวมถึงการวิ่ง Long Run ที่ยาวขึ้น และอาจถึง 50+ ไมล์ต่อสัปดาห์ในระดับที่สูงขึ้น |
| การฝึกคุณภาพ | แผนสีขาวไม่มีการฝึกคุณภาพที่หนักกว่า Strides แผนสีแดงค่อย ๆ แนะนำ T และ I | มีสัดส่วนของการฝึกคุณภาพที่มุ่งเป้าหมายมากขึ้น (higher proportion of targeted workouts) เช่น การจำลองความเร็วในการแข่งขัน |
1.2.3 ความจำเป็นของฐาน TFF ก่อนเข้าสู่ TFR
แหล่งข้อมูลระบุว่าการฝึก TFR ที่มีความเข้มข้นสูงและปริมาณมากนั้น จำเป็นต้องมีฐานความฟิตที่มั่นคง ซึ่งมาจากการสำเร็จแผน TFF ก่อน:
- การลดความเสี่ยงการบาดเจ็บ: การเร่งเข้าสู่การเตรียมตัวเพื่อการแข่งขันโดยไม่มีฐานความฟิตที่มั่นคงจาก TFF อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ
- ข้อจำกัดสำหรับมาราธอน: นักวิ่งที่ต้องการเข้าสู่โปรแกรมมาราธอนโดยเฉพาะ (ซึ่งถือเป็น TFR) ต้อง สำเร็จทั้งแผนสีขาวและแผนสีแดง ก่อน เพื่อสร้างความทนทานทางสรีรวิทยาและกลไกที่จำเป็น เนื่องจากปริมาณการฝึกและระยะวิ่งยาวสูงสุดในแผนสีแดง (40–50 นาที) ยังไม่เพียงพออย่างยิ่ง สำหรับการเตรียมตัววิ่งมาราธอนอย่างปลอดภัย
- การนำไปใช้จริง: นักวิ่งสันทนาการอาจเลือกใช้แผนสีขาวหรือสีแดงในช่วงนอกฤดูกาล (off-season) เพื่อสร้างความฟิตทั่วไป จากนั้นจึงเปลี่ยนไปใช้ แผนเฉพาะการแข่งขัน เมื่อกำหนดเป้าหมายการแข่งขัน 5K ถึงมาราธอนที่ชัดเจน

1.2.3. ข้อควรระวังและทางเลือกในการก้าวหน้า
ข้อจำกัดสำหรับการวิ่งมาราธอน: มีคำเตือนที่สำคัญว่า ปริมาณการฝึกและระยะวิ่งยาวสูงสุดในแผนสีขาวและสีแดง ไม่เพียงพออย่างยิ่ง ต่อการเตรียมตัวสำหรับการวิ่งมาราธอนอย่างปลอดภัย ผู้ที่ต้องการวิ่งมาราธอนจะต้อง สำเร็จแผนสีขาวและแผนสีแดงให้เสร็จสิ้น เพื่อสร้างฐานรากที่จำเป็น ก่อนจะเข้าสู่โปรแกรมการฝึกมาราธอนเฉพาะทาง
Daniels’ Training-for-Fitness (TFF) คือระบบการฝึกซ้อมที่ Jack Daniels สร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์หลักในการ ยกระดับความสามารถทางสรีรวิทยาพื้นฐาน ของนักวิ่งและส่งเสริม สุขภาพในระยะยาว ระบบนี้แตกต่างอย่างชัดเจนจากการฝึกเพื่อการแข่งขัน (Training for Race – TFR) โดย TFF ประกอบด้วยแผนความฟิตที่แบ่งตามระดับความสามารถด้วยรหัสสี ได้แก่ แผน สีขาว (White), สีแดง (Red), สีน้ำเงิน (Blue), และ สีทอง (Gold)
แผนแต่ละสีเป็นบล็อกการฝึกแบบตายตัวที่มีระยะเวลา 16 สัปดาห์ โดยแบ่งออกเป็นสี่ระดับ (Level I–IV) และมีการก้าวหน้าเพิ่มความเครียดในการฝึกอย่างเป็นขั้นตอน
1.3 วัตถุประสงค์รวมของการแบ่งระดับแผน (Tiers)
วัตถุประสงค์ของการแบ่งระดับแผนใน TFF คือการสร้างฐานรากแอโรบิกอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเน้นที่การป้องกันการบาดเจ็บและการสร้างความสม่ำเสมอ
- เป้าหมายคือระดับความเชี่ยวชาญ: เป้าหมายของ TFF ไม่ใช่การทำเวลาที่ดีที่สุด (PB) ในการแข่งขัน แต่เป็นการบรรลุ ระดับความเชี่ยวชาญด้านความฟิตที่กำหนด (designated level of fitness proficiency) ในแต่ละขั้น นักวิ่งที่สำเร็จแผนที่สูงขึ้น (สีน้ำเงินหรือสีทอง) จะมีความฟิตที่สูงกว่าประชากรทั่วไปอย่างมาก
- การลดความเสี่ยงการบาดเจ็บ: การก้าวหน้าอย่างเป็นระบบผ่านแผนสีขาวและสีแดง (รวม 32 สัปดาห์) ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการ ลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บจากการใช้งานหนักเกินไป (overuse injuries) ซึ่งมักเกิดจากการฝึกที่เร่งรัดเกินไป
- การเปรียบเทียบกับ TFR: แผนความฟิตเหล่านี้เน้นการฝึกด้วย Easy pace (E pace) เป็นหลัก โดยมีความเข้มข้นและปริมาณรวมที่จำกัดกว่า TFR TFR มุ่งเน้นไปที่ การจัดช่วงเวลา (periodization) และการเพิ่มความเข้มข้นเพื่อ พีค ประสิทธิภาพในวันแข่งขันเป้าหมายวันเดียว
1.3.1 รายละเอียดวัตถุประสงค์และการเปรียบเทียบของแต่ละระดับแผน
1.3.1.2 แผนสีขาว (White Plan: ระดับเริ่มต้น)
- กลุ่มเป้าหมาย: ออกแบบมาสำหรับ ผู้เริ่มต้นอย่างแท้จริง (true beginners) หรือผู้ที่กลับมาวิ่งหลังจากหยุดพักไปนาน
- วัตถุประสงค์: สร้าง ความทนทานพื้นฐาน (basic endurance) พัฒนาประสิทธิภาพในการวิ่ง (running economy) และสร้างการวิ่งให้เป็นนิสัยที่ยั่งยืน
- โครงสร้างและความเข้มข้น: เป็นโปรแกรมที่ ค่อยเป็นค่อยไป (gentle) ตลอด 16 สัปดาห์ โดยเน้น E Pace ในช่วงแรก (Level I) ใช้การวิ่งสลับเดิน (run-walk intervals) และจะเริ่มแนะนำ Strides (ST) (การวิ่งเร็วสั้น ๆ) ใน Phase IV เวลาฝึกสูงสุดต่อวันอยู่ที่ประมาณ 40–45 นาที เท่านั้น
- ผลลัพธ์เมื่อจบแผน: สามารถ วิ่งต่อเนื่องได้อย่างสบาย ๆ 40–45 นาที และมีความฟิตในระดับปานกลาง (moderate level of fitness) ซึ่งพร้อมสำหรับการแข่งขันระยะสั้นมาก (เช่น ~5 กิโลเมตร)
1.3.1.3. แผนสีแดง (Red Plan: ระดับกลาง)
- กลุ่มเป้าหมาย: สำหรับนักวิ่งที่ สำเร็จแผนสีขาว (Level IV) แล้ว หรือผู้ที่มีพื้นฐานการวิ่งมานานหลายเดือน
- วัตถุประสงค์: ยกระดับความฟิตแบบแอโรบิก ขึ้นไปอีกขั้น และเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันสันทนาการระยะปานกลาง (สูงสุดประมาณ 10 ไมล์ หรือ 60–75 นาที)
- โครงสร้างและความเข้มข้น: ต้องใช้ความมุ่งมั่นที่สูงขึ้น (ขั้นต่ำ 4 วัน/สัปดาห์) โดยมีปริมาณการวิ่งต่อสัปดาห์เพิ่มขึ้นเป็น 20–35 ไมล์
- มีการแนะนำ T Pace (Threshold) (หนักอย่างสบาย) ตั้งแต่ Level I เพื่อปรับปรุงกลไกการชำระล้างแลคเตท
- มีการแนะนำ I Pace (Interval) (หนัก) ตั้งแต่ Level III เพื่อปรับปรุง VO_2 max
- ความแม่นยำของ Pace: การใช้ T และ I pace ในแผนสีแดงจำเป็นต้องมีการควบคุมความเข้มข้นอย่างแม่นยำตามค่า VDOT (ระดับความฟิตปัจจุบัน) ซึ่งเป็นสิ่งที่แผนสีขาวไม่ได้เน้น
- ผลลัพธ์เมื่อจบแผน: นักวิ่งจะคุ้นเคยกับการฝึกด้วยความเร็ว E, T, I, และ L ทั้งหมด และมีฐานรากที่แข็งแกร่งพอที่จะพิจารณาโปรแกรมที่ท้าทายยิ่งขึ้น
1.3.1.4 แผนสีน้ำเงินและสีทอง (Blue and Gold Plans: ระดับสูงและยอดเยี่ยม)
- กลุ่มเป้าหมาย: สำหรับนักวิ่งที่มีประสบการณ์มากขึ้นและมีความฟิตสูง (หลังจบแผนสีแดง)
- วัตถุประสงค์: บรรลุ ระดับความฟิตที่มีนัยสำคัญ (significant level of fitness) และพร้อมสำหรับการวิ่งเพื่อการแข่งขัน
- โครงสร้างและความเข้มข้น:
- แผนสีน้ำเงิน ใช้การฝึก 5–7 วันต่อสัปดาห์ และปริมาณการวิ่งประมาณ 40–52 ไมล์ต่อสัปดาห์
- แผนสีทอง มีความต้องการที่สูงกว่ามากและมุ่งเน้นความต้องการในระดับอีลีท
- ผลลัพธ์เมื่อจบแผน: นักวิ่งที่สำเร็จแผนสีน้ำเงิน/ทองจะมีความพร้อมด้านความทนทานและความเร็วที่ยอดเยี่ยม
1.3.2. ข้อจำกัดที่สำคัญที่สุดในการเปรียบเทียบ
แม้ว่าแผน TFF จะมุ่งเน้นการยกระดับความฟิตอย่างต่อเนื่อง แต่มีข้อจำกัดที่สำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับการฝึกเฉพาะทาง (TFR):
การเตรียมตัวสำหรับมาราธอน: แหล่งข้อมูลระบุคำเตือนที่ชัดเจนว่า แผนสีขาวและสีแดงมีฐานรากไม่เพียงพอต่อการวิ่งมาราธอนอย่างปลอดภัย นักวิ่งที่ต้องการวิ่งมาราธอน (ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม TFR) จะต้อง สำเร็จทั้งแผนสีขาวและสีแดง เพื่อสร้างฐานทางสรีรวิทยาที่จำเป็นก่อนที่จะเข้าสู่โปรแกรมมาราธอนเฉพาะทาง เนื่องจากระยะวิ่งยาวสูงสุดในแผนสีแดงอยู่ที่เพียง 40–50 นาทีเท่านั้น
โดยสรุป TFF จึงเป็นแผนที่เน้น การสร้างความฟิตอย่างสม่ำเสมอ ผ่านการก้าวหน้าทีละขั้นตามสี White Red to Blue to Gold เพื่อให้ร่างกายและจิตใจของนักวิ่งปรับตัวเข้ากับความเครียดที่เพิ่มขึ้นได้อย่างปลอดภัย ก่อนที่จะพิจารณาการฝึกที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพสูงสุดในการแข่งขัน (TFR)
2. White Starting PLan (ผู้เริ่มต้น)
Daniels’ Training-for-Fitness (TFF) เป็นกรอบการฝึกซ้อมที่มุ่งเน้นการยกระดับความสามารถทางสรีรวิทยาพื้นฐาน (physiological proficiency) และส่งเสริมสุขภาพในระยะยาว แผนสีขาว (White Starting Plan) ถือเป็นระดับเริ่มต้น (Level I–IV) ของ TFF ซึ่งถูกออกแบบมาโดยมีวัตถุประสงค์และความเหมาะสมที่เฉพาะเจาะจงมาก
ในบริบทของการเปรียบเทียบและการกำหนดวัตถุประสงค์ (วัตถุประสงค์และการเปรียบเทียบ) แผนสีขาวถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นฐานรากที่มั่นคงและปลอดภัย ก่อนที่นักวิ่งจะก้าวไปสู่ความเข้มข้นและปริมาณการฝึกที่สูงขึ้นในแผนสีแดงหรือแผนการแข่งขันโดยเฉพาะ

2.1. ความเหมาะสมและกลุ่มเป้าหมาย (Suitability and Target Group)
แผนสีขาวเป็นโปรแกรม 16 สัปดาห์ที่ ไม่เร่งรีบและอ่อนโยน (gentle) เหมาะสำหรับกลุ่มเป้าหมายดังต่อไปนี้:
- ผู้เริ่มต้นอย่างแท้จริง (True Beginners): แผนนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ ไม่มีประสบการณ์การวิ่งมาก่อนเลย Daniels ระบุว่าแผนนี้อ้างอิงจากโครงการความฟิตในระดับมัธยมศึกษาของเขา ซึ่งมุ่งเน้นที่การสร้างฐาน
- ผู้ที่กลับมาวิ่งใหม่ (Returnees): ผู้ที่หยุดพักจากการวิ่งไปเป็นระยะเวลานาน (prolonged absence) เช่น เป็นปี ควรใช้แผนสีขาวเพื่อสร้างความแข็งแกร่งทางกลไก (mechanical resilience) ใหม่
- การสร้างนิสัยและความสม่ำเสมอ: แผนนี้ช่วยลดอุปสรรคทางจิตวิทยาและร่างกายสำหรับผู้เริ่มต้น ทำให้การวิ่งกลายเป็น นิสัยที่สนุกสนานและสม่ำเสมอ ซึ่งช่วยลดอัตราการล้มเลิกโปรแกรม (dropout rates)
สิ่งที่ต้องปฏิบัติก่อนเริ่มต้น (Pre-Training Requirements)

เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพ แหล่งข้อมูลแนะนำขั้นตอนเตรียมการที่จำเป็น:
- การรับรองทางการแพทย์: ผู้เข้าร่วมใหม่ควรขอ การรับรองจากแพทย์ (medical clearance) ก่อนเริ่มกิจกรรมทางกายใด ๆ
- ปราศจากการบาดเจ็บ: นักวิ่งต้องมั่นใจว่าตนเอง ปลอดจากการบาดเจ็บหรือความเจ็บป่วย ก่อนเริ่มโปรแกรม
- อุปกรณ์: ควรขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่ร้านวิ่งเฉพาะทางเกี่ยวกับ เสื้อผ้าและรองเท้าที่เหมาะสม
2.1.2. เป้าหมายหลักและผลลัพธ์ที่คาดหวัง (Primary Goals and Expected Outcomes)
เป้าหมายของแผนสีขาวสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ TFF ในภาพรวม แต่เน้นการสร้างฐานรากที่จำเป็น
เป้าหมายในระยะยาว (บริบท TFF)
ในบริบทที่กว้างขึ้น แผนสีขาวเป็นขั้นตอนแรกในการ ยกระดับความสามารถทางสรีรวิทยา และเป็น “พันธกิจต่อเนื่อง” เพื่อสุขภาพในระยะยาว
เป้าหมายเฉพาะของแผนสีขาว 16 สัปดาห์
- การพัฒนาความฟิตพื้นฐาน: เป้าหมายคือการพัฒนาความฟิตในการวิ่งพื้นฐานอย่างค่อยเป็นค่อยไป และการปรับปรุง ประสิทธิภาพในการวิ่ง (running economy) ผ่านการวิ่งเบาและ Strides
- การบรรลุความต่อเนื่อง: เมื่อสิ้นสุดโปรแกรม 16 สัปดาห์ ผลลัพธ์ที่สำคัญคือการบรรลุ ระดับความฟิตปานกลาง (moderate level of fitness) และสามารถ วิ่งแบบต่อเนื่องได้อย่างสบาย ๆ เป็นเวลา 40–45 นาที
- การกำหนดปริมาณการฝึก: แผนเริ่มต้นด้วยปริมาณรวมต่อสัปดาห์ที่ต่ำมาก ประมาณ 90 นาทีต่อสัปดาห์ และค่อย ๆ เพิ่มขึ้นสูงสุดถึงประมาณ 2 ชั่วโมง 15 นาที หรือสูงสุด 5 ชั่วโมง ในช่วงท้าย เวลาฝึกต่อวันสูงสุดจะอยู่ที่ประมาณ 40–45 นาทีเท่านั้น
การเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขัน (Race Readiness)
แม้ว่าแผนสีขาวจะไม่ใช่แผนเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันโดยเฉพาะ แต่ความฟิตที่ได้จะทำให้นักวิ่งพร้อมสำหรับการเข้าร่วม การแข่งขันระยะสั้นมาก (very short races) เช่น ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร
- Daniels แนะนำว่าหากนักวิ่งเข้าร่วมการแข่งขันในช่วงท้ายของแผน ควรจำกัดการแข่งให้สั้น (น้อยกว่า 40 นาที) และควรปฏิบัติต่อการแข่งขันนั้นเสมือนเป็นการ วิ่งฝึกซ้อมแบบเบา (training run) ซึ่งสามารถสลับการวิ่งกับการเดินได้ตามความจำเป็น
- การแข่งขันไม่ควรเป็นเป้าหมายหลักในการพีคความฟิต แต่ใช้เพื่อรับประสบการณ์
2.1.3 ความสำคัญของความเข้มข้นต่ำในการบรรลุเป้าหมาย
การบรรลุเป้าหมายของแผนสีขาวขึ้นอยู่กับการควบคุมความเข้มข้นอย่างเข้มงวด ซึ่งแตกต่างจากการฝึกเพื่อการแข่งขันโดยเฉพาะ (TFR) ที่เน้นความเร็วและปริมาณที่สูงกว่า
- เน้น E Pace (Easy): การวิ่งทั้งหมด (ยกเว้น Strides) ต้องทำที่ E pace ซึ่งเป็นการวิ่งเบาที่สามารถสนทนาได้ การฝึก E-pace มีความสำคัญต่อการเพิ่มความหนาแน่นของไมโตคอนเดรีย (mitochondrial density) และการเจริญเติบโตของเส้นเลือดฝอย (capillary growth) ซึ่งเป็นรากฐานทางชีววิทยาของความฟิตแบบแอโรบิก
- การก้าวหน้าอย่างช้า ๆ: แผนสีขาวใช้เวลา 16 สัปดาห์ในการก้าวหน้าจาก การวิ่งสลับเดิน (run-walk intervals) ในช่วงแรก (Level I) ไปสู่ การวิ่งต่อเนื่อง (sustained easy running) ในช่วงสุดท้าย (Level IV) การก้าวหน้านี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างความทนทานทางกลไกของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันและกล้ามเนื้อที่รองรับ
- การป้องกันการบาดเจ็บ: การใช้ความเข้มข้นต่ำและการเพิ่มความเครียดในการฝึกอย่างค่อยเป็นค่อยไป เป็นกลยุทธ์สำคัญในการ ลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บจากการใช้งานหนักเกินไป (overuse injuries) ซึ่งมักเกิดขึ้นกับผู้เริ่มต้นที่รีบฝึกหนัก
2.1.4. การก้าวหน้าหลังจบแผน
เมื่อสำเร็จแผนสีขาวแล้ว นักวิ่งจะมีทางเลือกเชิงกลยุทธ์ในการตัดสินใจตามเป้าหมายของตน:
- การบำรุงรักษา: ทำซ้ำ Level IV เพื่อรักษาระดับความฟิตปัจจุบัน
- การก้าวหน้า: หากต้องการความท้าทายมากขึ้นหรือรู้สึกว่าโปรแกรมง่ายเกินไป สามารถก้าวหน้าไปสู่ แผนสีแดง (Red Plan) ซึ่งจะเริ่มแนะนำการฝึกความเข้มข้นสูงขึ้น (T และ I pace)
โดยสรุป แผนสีขาวมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างรากฐานแอโรบิกที่มั่นคงและยั่งยืนสำหรับผู้เริ่มต้น ด้วยการควบคุมปริมาณและความเข้มข้นอย่างระมัดระวัง เพื่อให้บรรลุความฟิตระดับปานกลางและพร้อมสำหรับการฝึกที่ท้าทายมากขึ้นในอนาคต
2.2. โครงสร้างและระยะเวลาของแผนสีขาว
แผนสีขาวเป็นโปรแกรมที่ถูกออกแบบมาสำหรับ ผู้เริ่มต้นอย่างแท้จริง (true beginners) หรือผู้ที่กลับมาวิ่งหลังจากหยุดพักไปนาน
- ระยะเวลาและระดับ: แผนสีขาวมีระยะเวลา 16 สัปดาห์ โดยแบ่งออกเป็นสี่ช่วง (Levels I, II, III, และ IV) ช่วงละ 4 สัปดาห์ การก้าวหน้าในแผนเป็นแบบเส้นตรง (linear progression)
- ความมุ่งมั่นและความถี่: กำหนดให้วิ่งขั้นต่ำ 3 วันต่อสัปดาห์ ถึงแม้ว่านักวิ่งส่วนใหญ่อาจฝึก 3–5 วันต่อสัปดาห์
- การจัดการตารางฝึก: Daniels เน้นย้ำถึงความยืดหยุ่น แต่ต้องมีการจัดตารางอย่างรอบคอบเพื่อการฟื้นตัวสูงสุด
- หากฝึก 3 วันต่อสัปดาห์ ควรกระจายวันฝึกออกไปอย่างน้อย 5 วัน และต้อง หลีกเลี่ยงการวิ่ง 3 วันติดต่อกัน เพื่อป้องกันความเหนื่อยล้าสะสม
- หากฝึก 4 วันต่อสัปดาห์ (ซึ่งเป็นขั้นต่ำที่แนะนำ) ควรจัดตารางเพื่อให้มีการพักฟื้นที่เหมาะสม

2.2.1. ปริมาณการฝึกและความเข้มข้น
แผนสีขาวถูกออกแบบให้มีปริมาณและความเข้มข้นต่ำในขั้นต้น เพื่อให้ร่างกายเกิดการปรับตัวทางกลไกและสรีรวิทยา
- ปริมาณรวมรายสัปดาห์: ปริมาณการฝึกเริ่มต้นต่ำมาก โดยมีขั้นต่ำที่ต้องปฏิบัติคือ 90 นาทีต่อสัปดาห์ และจะเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนถึงประมาณ 2 ชั่วโมง 15 นาที (หรือสูงสุด 5 ชั่วโมง) ในช่วงท้ายของแผน
- ระยะเวลาการฝึกต่อวัน: ระยะเวลาการฝึกสูงสุดต่อวันถูกจำกัดอยู่ที่ประมาณ 40–45 นาทีเท่านั้น แผนเริ่มต้นด้วยการขอให้ฝึก 30 นาที และเพิ่มสูงสุดเพียง 45 นาทีเท่านั้น
- ความเข้มข้นหลัก: การวิ่งทั้งหมดในแผนสีขาวจะต้องทำด้วย E Pace (Easy) ซึ่งเป็นการวิ่งเบาที่สามารถสนทนาได้
- การยกเว้นการฝึกหนัก: แผนสีขาว ไม่มีการฝึกความเร็วที่หนัก (hard speed workouts) ใด ๆ การฝึกคุณภาพที่หนักอย่าง T Pace (Threshold) หรือ I Pace (Interval) จะถูกสงวนไว้สำหรับแผนสีแดงและแผนที่สูงขึ้น


2.2.2 การก้าวหน้าของการฝึกตามช่วง (Training Phases and Workouts)

การฝึกตลอด 16 สัปดาห์จะก้าวหน้าจาก การวิ่งสลับเดิน ไปสู่ การวิ่งต่อเนื่อง โดยแบ่งเป็นสี่ช่วงที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน:
| ช่วง | สัปดาห์ที่ | ลักษณะการฝึกหลัก | ตัวอย่างการฝึก / วัตถุประสงค์ |
|---|---|---|---|
| I | 1–4 | การวิ่งสลับเดิน (Run/Walk Intervals) | เน้นการปรับตัวเข้ากับการวิ่งเริ่มต้น ตัวอย่าง: 10 ครั้งของ (วิ่ง E 1 นาที สลับเดิน 1 นาที) รวมเวลาประมาณ 30 นาที |
| II | 5–8 | การยืดระยะวิ่งต่อเนื่อง | ส่วนการวิ่งจะยาวขึ้น (เช่น 2–3 นาที) และลดการพึ่งพาการเดิน เวลารวมต่อเซสชั่นอยู่ที่ 40 นาที |
| III | 9–12 | การสร้างความจุแอโรบิกที่มั่นคง | เปลี่ยนไปสู่การวิ่งต่อเนื่องเป็นบล็อกที่ยาวขึ้น เช่น การวิ่ง E Pace ติดต่อกัน 10 นาที หรือ 20 นาที ตัวอย่าง: 4x (8 min E pace} + 1 min walk) |
| IV | 13–16 | การวิ่งต่อเนื่องและการนำ Strides มาใช้ | เน้นการวิ่ง E Pace แบบต่อเนื่อง (30–40 นาที) และเริ่มแนะนำ Strides (ST) Strides คือการวิ่งเร็วแต่ไม่ถึงกับสปรินต์ เป็นเวลาประมาณ 20–30 วินาที ตามด้วยการพัก 60 วินาที เพื่อปรับปรุงจังหวะขาและ Economy ตัวอย่าง: 30 min E + 6 Strides + 6 min E |

2.2.3. ผลลัพธ์และวัตถุประสงค์ในบริบท TFF
โครงสร้างที่จำกัดความเข้มข้นนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของ TFF:
- การบรรลุความต่อเนื่อง: เมื่อจบแผน 16 สัปดาห์ นักวิ่งจะมีความฟิตใน ระดับปานกลาง (moderate level of fitness) และสามารถ วิ่งต่อเนื่องได้อย่างสบาย ๆ เป็นเวลา 40–45 นาที
- การป้องกันการบาดเจ็บ: การใช้ E Pace เป็นหลักในระยะเวลาสี่เดือนจะช่วยเพิ่ม ความหนาแน่นของไมโตคอนเดรีย และ การเติบโตของเส้นเลือดฝอย ซึ่งเป็นรากฐานทางชีววิทยาที่จำเป็นสำหรับความฟิตแบบแอโรบิก การก้าวหน้าอย่างช้า ๆ นี้ช่วยให้เนื้อเยื่อเกี่ยวพันปรับตัว ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญในการลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บจากการใช้งานหนักเกินไป
- ความพร้อมในการแข่งขัน: ความฟิตที่ได้มาเพียงพอสำหรับการเข้าร่วม การแข่งขันระยะสั้นมาก (very short races) เช่น ประมาณ 5 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม ควรพิจารณาการแข่งขันเหล่านั้นเป็นเพียงการวิ่งฝึกซ้อม (training run) เท่านั้น และ ไม่เพียงพออย่างยิ่ง สำหรับการเตรียมตัววิ่งมาราธอน
เมื่อสำเร็จแผนสีขาวแล้ว นักวิ่งสามารถเลือกที่จะ ทำซ้ำ ช่วง Level IV เพื่อรักษาระดับความฟิต หรือ ก้าวหน้า ไปยังแผนสีแดงต่อไป ซึ่งเป็นการฝึกที่มีความท้าทายและมีการนำการฝึกคุณภาพเข้ามาใช้มากขึ้น
2.3. ข้อควรระวังและคำแนะนำก่อนเริ่มโปรแกรม (Pre-Training Cautions)
เพื่อความปลอดภัยและความสบายในการเริ่มต้นฝึกซ้อม Daniels แนะนำให้ผู้เริ่มต้นปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้ก่อนเริ่มแผนสีขาว:
- การรับรองทางการแพทย์ (Medical Clearance): ผู้เข้าร่วมใหม่ทุกคนควรขอ การรับรองจากแพทย์ ก่อนที่จะเริ่มกิจกรรมทางกายใด ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าปลอดภัย
- สถานะสุขภาพ: ต้องมั่นใจว่าตนเอง ปราศจากการบาดเจ็บหรือความเจ็บป่วย ก่อนเริ่มโปรแกรม
- อุปกรณ์ที่เหมาะสม: ควรขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่ร้านวิ่งเฉพาะทางเกี่ยวกับ เสื้อผ้าและรองเท้าที่เหมาะสม (proper apparel and footwear) เพื่อความสบายและความปลอดภัยในการฝึก
2.3.1. คำแนะนำด้านโครงสร้างและการจัดการความเครียด (Structure and Load Management)
แผนสีขาวมีข้อจำกัดที่เข้มงวดเพื่อควบคุมปริมาณการฝึก (volume) และป้องกันความเหนื่อยล้าสะสมในผู้เริ่มต้น:
- ความถี่ในการฝึก: ควรมุ่งมั่นที่จะวิ่งอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ โดยผู้ฝึกส่วนใหญ่อาจทำ 3–5 วัน
- หลีกเลี่ยงการฝึกติดกัน: หากฝึกเพียง 3 วันต่อสัปดาห์ ควร หลีกเลี่ยงการวิ่ง 3 วันติดต่อกัน เพื่อให้มีการพักฟื้นสูงสุด หากฝึก 4 วันต่อสัปดาห์ ควรจัดตารางให้มีการพักฟื้นที่เหมาะสม (เช่น วันที่ 1, 3, 5, 7 หรือ 1, 2, 4, 6) การควบคุมความถี่นี้สำคัญอย่างยิ่งต่อการปรับตัวในช่วงแรก
- จำกัดเวลาการฝึกต่อวัน: แผนสีขาวกำหนดเวลาฝึกสูงสุดต่อวันไว้ที่ประมาณ 40–45 นาทีเท่านั้น ซึ่งช่วยให้แน่ใจว่าปริมาณรวมต่อสัปดาห์ยังคงอยู่ในระดับต่ำ (เริ่มต้นที่ 90 นาที/สัปดาห์)
2.3.2. คำแนะนำด้านความเข้มข้นและ Pace
ความสำเร็จของแผนสีขาวขึ้นอยู่กับการควบคุมความเข้มข้นอย่างเข้มงวด:
- เน้น E Pace เท่านั้น: การวิ่งทั้งหมดในแผนสีขาว (ยกเว้น Strides) ต้องทำด้วย E Pace (Easy) ซึ่งเป็นการวิ่งที่ “สบาย” และสามารถสนทนาได้ การฝึก E Pace มีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มความหนาแน่นของไมโตคอนเดรีย (mitochondrial density) ซึ่งเป็นรากฐานของความฟิตแบบแอโรบิก
- การปรับความยาก: แผนนี้ถูกออกแบบให้ค่อยเป็นค่อยไป หากผู้ฝึกรู้สึกว่าโปรแกรม ไม่ท้าทายเพียงพอ สามารถเลือกที่จะ ก้าวข้ามไปยังช่วงที่สูงขึ้น (subsequent phase) ได้ อย่างไรก็ตาม หากไม่สามารถรักษาระดับ E-pace ได้ การจัดลำดับความสำคัญควรอยู่ที่ ความสม่ำเสมอ (consistency) และการใช้การเดินสลับ (walk breaks) มากกว่าการพยายามรักษาระดับความเร็ว
2.3.3. คำแนะนำด้านกิจกรรมเสริมและการฟื้นตัว
- การเสริมสร้างความแข็งแรง (Supplemental Training): แนะนำให้มีการเสริม การยืดเหยียดและการเสริมสร้างความแข็งแรง (stretching and strengthening exercises) 2–3 วันต่อสัปดาห์ควบคู่ไปกับการวิ่ง กิจกรรมเหล่านี้ช่วยปรับปรุงสมดุลของกล้ามเนื้อและความทนทานโดยไม่เพิ่มความเครียดจากการวิ่ง
- การรับฟังร่างกาย: แม้จะมีความกระตือรือร้นในการปรับปรุง แต่ควรเผื่อเวลาสำหรับการพักผ่อนหรือการวิ่งเบามาก ๆ หากมีอาการปวดหรืออ่อนล้า ควรลดความเข้มข้นหรือหยุดพักเพิ่มเติม
2.3.4. ข้อควรระวังเชิงกลยุทธ์และการก้าวหน้า
- การเข้าร่วมการแข่งขัน: แผนสีขาวไม่ใช่แผนฝึกเพื่อการแข่งขันโดยเฉพาะ หากผู้เริ่มต้นต้องการเข้าร่วมการแข่งขัน (เช่น 5K หรือน้อยกว่า) ควรทำในช่วงท้ายของแผน (Level IV) และควรพิจารณาการแข่งขันเหล่านั้นเป็นเพียง การวิ่งฝึกซ้อมแบบสบาย ๆ (easy effort training run) โดยที่ สามารถเดินสลับได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการรบกวนการสร้างฐานความฟิต
- การก้าวหน้าหลังจบแผน: เมื่อจบ 16 สัปดาห์ นักวิ่งสามารถเลือกที่จะ ทำซ้ำ ช่วง Level IV เพื่อคงระดับความฟิต (maintenance) หรือ ก้าวหน้า ไปยังแผนสีแดง หากต้องการความท้าทายมากขึ้น
- ข้อจำกัดสำหรับการวิ่งมาราธอน (Critical Warning): มีการเตือนที่สำคัญและชัดเจนว่า ปริมาณการฝึกในแผนสีขาวนั้นไม่เพียงพอ ต่อการเตรียมตัวสำหรับการวิ่งมาราธอนอย่างปลอดภัย นักวิ่งที่มีเป้าหมายวิ่งมาราธอนจะต้อง สำเร็จทั้งแผนสีขาวและแผนสีแดง เพื่อสร้างฐานทางสรีรวิทยาที่จำเป็นก่อนที่จะเข้าสู่โปรแกรมมาราธอนเฉพาะทาง
การตัดสินใจหลัก ๆ ที่แหล่งข้อมูลระบุไว้สำหรับการจบแผนสีขาวมีดังนี้:
Daniels’ Training-for-Fitness (TFF) แผนสีขาว (White Starting Plan) เป็นโปรแกรม 16 สัปดาห์สำหรับผู้เริ่มต้น ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความทนทานพื้นฐานและนำนักวิ่งไปสู่ ระดับความฟิตปานกลาง (moderate level of fitness) เมื่อนักวิ่งสำเร็จแผนสีขาวทั้งสี่ช่วง (Level I–IV) แล้ว พวกเขาจะสามารถวิ่งต่อเนื่องได้อย่างสบาย ๆ เป็นเวลา 40–45 นาที ณ จุดนี้ นักวิ่งจะต้องตัดสินใจเชิงกลยุทธ์เกี่ยวกับเส้นทางการฝึกซ้อมต่อไปตามเป้าหมายและความรู้สึก

2.4. การก้าวหน้าสู่แผนสีแดง (Progression to Red Plan)
การก้าวหน้าไปยังแผนสีแดง (Red Plan) ซึ่งเป็นระดับถัดไป เป็นทางเลือกสำหรับนักวิ่งที่ต้องการความท้าทายที่มากขึ้น หรือต้องการเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันสันทนาการระยะปานกลาง (สูงสุดประมาณ 10 ไมล์)
- เกณฑ์การก้าวหน้า: เกณฑ์ในการพิจารณาคือการ สำเร็จแผนสีขาวทั้ง 16 สัปดาห์ รวมถึง White Level IV หากนักวิ่งรู้สึกว่าการฝึกใน Phase IV นั้น ง่ายเกินไป หรือไม่ท้าทายพอ ก็เป็นสัญญาณว่าร่างกายพร้อมที่จะรับมือกับความเครียดในการฝึกที่สูงขึ้นของแผนสีแดง
- สิ่งที่ต้องเผชิญในแผนสีแดง: แผนสีแดงจะเพิ่มภาระและความเข้มข้นอย่างมาก โดยต้องฝึกขั้นต่ำ 4 วันต่อสัปดาห์ และเพิ่มปริมาณการวิ่งเป็น 20–35 ไมล์ต่อสัปดาห์ นอกจากนี้ยังจะมีการแนะนำการฝึกคุณภาพที่หนักขึ้น เช่น T Pace (Threshold) และ I Pace (Interval) ซึ่งแตกต่างจากแผนสีขาวที่มีเพียง E Pace และ Strides เท่านั้น
2.4.1. การทำซ้ำเพื่อคงระดับความฟิต (Maintenance and Repeating)
หากนักวิ่งรู้สึกพึงพอใจกับระดับความฟิตปัจจุบันที่ได้รับจากแผนสีขาว (สามารถวิ่งต่อเนื่องได้ 40–45 นาที) หรือต้องการคงความฟิตไว้โดยไม่มีความเครียดในการฝึกที่สูงขึ้น ก็สามารถเลือกทำวิธีนี้ได้
- ทางเลือก: Daniels แนะนำให้ ทำซ้ำการฝึกในช่วงสุดท้าย (Level IV) ของแผนสีขาวต่อไป การทำซ้ำ Level IV ช่วยให้ความฟิตที่ได้มานั้นมั่นคง (solidify fitness) โดยยังคงรักษาความสม่ำเสมอในการออกกำลังกายต่อไป การตัดสินใจนี้อิงจากการประเมินว่า Level IV ยังคงรู้สึกสบายและสร้างแรงจูงใจอยู่หรือไม่
2.4.2. การหยุดพักหรือการวิ่งแบบไร้โครงสร้าง (Strategic Break/Unstructured Running)
การตัดสินใจหยุดพักหรือเปลี่ยนไปวิ่งแบบผ่อนคลายมากขึ้นเป็นกลยุทธ์โดยทั่วไปในกรอบ TFF เพื่อป้องกันภาวะ หมดไฟ (burnout) หรือเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัว
- วัตถุประสงค์: นักวิ่งอาจเลือกช่วงเวลาของการวิ่งเบา ๆ โดยไม่ต้องมีเซสชันคุณภาพที่กำหนดความเร็ว (T หรือ I pace) หรืออาจหยุดพักอย่างสมบูรณ์
- คำแนะนำในการกลับมาฝึก: หากมีการหยุดพักไปนาน การกลับมาฝึกจะต้องค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มต้นด้วยการวิ่งเบา ๆ หลายสัปดาห์ก่อนที่จะกลับไปสู่การฝึกคุณภาพ
2.4.3 ข้อควรระวังที่สำคัญเกี่ยวกับการก้าวหน้า
ในบริบทของการเปรียบเทียบและการก้าวหน้า แหล่งข้อมูลได้กล่าวถึงข้อจำกัดที่สำคัญที่สุดของแผนสีขาว:
- การเตรียมตัวสำหรับมาราธอน: มีการเตือนอย่างชัดเจนว่า แผนสีขาวและแผนสีแดงมีฐานรากไม่เพียงพออย่างยิ่ง ต่อการเตรียมตัวสำหรับการวิ่งมาราธอนอย่างปลอดภัย นักวิ่งที่มีเป้าหมายวิ่งมาราธอน (ซึ่งถือเป็น Training for Race ที่มีความเข้มข้นสูง) จะต้อง สำเร็จทั้งแผนสีขาวและแผนสีแดง ให้เสร็จสิ้นก่อน เพื่อสร้างความทนทานทางสรีรวิทยาและกลไกที่จำเป็น ก่อนที่จะเข้าสู่โปรแกรมมาราธอนเฉพาะทาง
3. Red Imtermidiate Plan ( ระดับกลาง)
Daniels’ Training-for-Fitness (TFF) แผนสีแดง (Red Intermediate Plan) เป็นระดับที่สองของโปรแกรมความฟิตแบบแบ่งสีของ Daniels ซึ่งมีโครงสร้าง 16 สัปดาห์ต่อจากแผนสีขาว แผนสีแดงมีความเหมาะสมและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างอย่างมากจากแผนเริ่มต้น โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับความฟิตขึ้นสู่ระดับกลางที่แข็งแกร่งและพร้อมสำหรับการฝึกที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น

3.1. ความเหมาะสมและกลุ่มเป้าหมาย (Suitability and Target Group)
แผนสีแดงไม่ได้ออกแบบมาสำหรับผู้เริ่มต้นอย่างแท้จริง แต่เหมาะสำหรับนักวิ่งที่ก้าวผ่านช่วงเริ่มต้นแล้ว:
- ความสำเร็จของแผนก่อนหน้า: ผู้สมัครที่เหมาะสมที่สุดคือผู้ที่ สำเร็จแผนสีขาวระดับ IV แล้ว
- มีพื้นฐานการวิ่ง: แผนนี้ยังเหมาะสำหรับผู้ที่มี ประสบการณ์การวิ่งอย่างสม่ำเสมอมาหลายเดือน และมีความสามารถในการรับมือกับความเครียดในการฝึกที่สูงกว่าแผนสีขาว
- ความมุ่งมั่นที่สูงขึ้น: แผนสีแดงต้องการความมุ่งมั่นที่สูงกว่า โดยกำหนดให้ต้องฝึกอย่างน้อย สี่วันต่อสัปดาห์ และเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ควรฝึก ห้าวันหรือมากกว่า
- ปริมาณการฝึกที่เพิ่มขึ้น: ผู้ฝึกต้องพร้อมที่จะรับมือกับปริมาณการวิ่งต่อสัปดาห์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งอยู่ระหว่าง 20 ถึง 35 ไมล์ต่อสัปดาห์ หรือประมาณสามถึงห้าชั่วโมง
- ข้อควรระวังในการตัดสินใจ: หากนักวิ่งไม่แน่ใจในความพร้อมของตน ควรเลือก กลับไปใช้แผนสีขาวที่ท้าทายน้อยกว่า จนกว่าจะสำเร็จแผนนั้นอย่างสมบูรณ์ เพื่อป้องกันความเครียดทางสรีรวิทยาที่มากเกินไปและการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นได้
3.1.1. เป้าหมายหลักและผลลัพธ์ที่คาดหวัง (Primary Goals and Expected Outcomes)
วัตถุประสงค์ของแผนสีแดงคือการขยายฐานแอโรบิกที่สร้างขึ้นในแผนสีขาว และแนะนำการฝึกคุณภาพอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดการปรับตัวทางสรีรวิทยาที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น

3.1.1.1. การยกระดับความสามารถทางสรีรวิทยา
- การพัฒนาความฟิตแบบแอโรบิก: แผนนี้มีจุดประสงค์เพื่อ เพิ่มความฟิตแบบแอโรบิกให้สูงขึ้น เพื่อให้บรรลุระดับความเชี่ยวชาญด้านความฟิตระดับกลางที่แข็งแกร่ง
- การแนะนำการฝึกคุณภาพ: แผนสีแดงจะเริ่มนำ การออกกำลังกายที่หนักแบบมีโครงสร้าง มาใช้
- T Pace Mastery: มีการแนะนำ T Pace (Threshold) ตั้งแต่ Level I เพื่อ ปรับปรุงความทนทานของกล้ามเนื้อ และ กลไกการชำระล้างแลคเตท (lactate clearance mechanism)
- I Pace Introduction: มีการแนะนำ I Pace (Interval) ใน Level III เพื่อกระตุ้นการพัฒนา พลังงานแอโรบิกสูงสุด VO_2 max
- ความคุ้นเคยกับ Pace: เมื่อจบแผน นักวิ่งจะ คุ้นเคย กับการวิ่งที่ความเร็วทั้งหมดของ Daniels ได้แก่ E (Easy), T (Threshold), I (Interval), และ L (Long)
3.1.1.2. ความพร้อมในการแข่งขัน
- ประเภทการแข่งขัน: เป้าหมายของแผนสีแดงคือการเตรียมความพร้อมให้กับนักวิ่งเพื่อ ประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจ ในการแข่งขันสันทนาการทั้งในสนามวิ่ง (track) และบนถนน ใน ระยะทางปานกลาง เช่น 5K, 10K, หรือสูงสุดถึงประมาณ 10 ไมล์ (ประมาณ 60–75 นาที)
- การสร้างความมั่นใจ: การสำเร็จแผนสีแดงช่วย สร้างความมั่นใจ ในการวิ่งระยะกลางและเตรียมพร้อมสำหรับการฝึกที่ท้าทายยิ่งขึ้นในอนาคต
3.1.1.3. การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์หลังจบแผน
การสำเร็จแผนสีแดงหมายความว่านักวิ่งมีฐานทางสรีรวิทยาที่แข็งแกร่ง และสามารถตัดสินใจก้าวต่อไปได้:
- ก้าวหน้า: พร้อมสำหรับโปรแกรมที่ท้าทายยิ่งขึ้น เช่น แผนสีน้ำเงิน (Blue Plan) หรือ แผนสีทอง (Gold Plan)
- คงระดับความฟิต: สามารถเลือก ทำซ้ำ Level IV หรือเข้าสู่ช่วง การวิ่งเบาแบบไร้โครงสร้าง (unstructured easy running) เพื่อคงความฟิตและป้องกันการหมดไฟ
3.1.2. ข้อควรระวังสำคัญในบริบทของการเปรียบเทียบ
แม้ว่าแผนสีแดงจะมีความก้าวหน้า แต่ก็มีข้อจำกัดและข้อควรระวังที่สำคัญ เมื่อพิจารณาในบริบทที่กว้างขึ้นของ TFF และ TFR:
- ข้อจำกัดในการเตรียมตัวมาราธอน: เป็นการเตือนที่ สำคัญที่สุด ว่าปริมาณการฝึกในแผนสีแดง ไม่เพียงพออย่างยิ่ง ต่อการเตรียมตัววิ่งมาราธอนอย่างปลอดภัย โดยมีระยะวิ่งยาวสูงสุดเพียง 40–50 นาที หรือ 6 ไมล์เท่านั้น นักวิ่งที่ตั้งเป้าหมายวิ่งมาราธอน (ซึ่งเป็น TFR ที่เฉพาะเจาะจง) จะต้อง สำเร็จทั้งแผนสีขาวและสีแดง ก่อนจึงจะเข้าสู่โปรแกรมมาราธอนเฉพาะทางได้
- ความแม่นยำของ VDOT: แผนสีแดงแตกต่างจากแผนสีขาวตรงที่ จำเป็นต้องมีการควบคุมความเข้มข้นที่แม่นยำ สำหรับการฝึก T และ I pace ซึ่งต้องอ้างอิงจาก ค่า VDOT ปัจจุบัน ของนักวิ่ง หากค่า VDOT ไม่ได้รับการอัปเดตบ่อยครั้ง ความเร็วที่กำหนดจะช้าเกินไปและไม่เกิดผลกระตุ้นทางสรีรวิทยาตามที่ตั้งใจไว้
3.2. โครงสร้างพื้นฐานและปริมาณการฝึก แผนสีแดง
แผนสีแดงเป็นโปรแกรมที่มีโครงสร้างคงที่ 16 สัปดาห์ โดยแบ่งออกเป็นสี่ช่วง (Levels I–IV) ช่วงละ 4 สัปดาห์

3.2.1 ความมุ่งมั่นและปริมาณ (Commitment and Volume)
- ความถี่ขั้นต่ำ: แผนสีแดงต้องการความมุ่งมั่นที่สูงขึ้น โดยกำหนดให้ต้องฝึกอย่างน้อย 4 วันต่อสัปดาห์ และเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ควรตั้งเป้าหมายไว้ที่ 5 วันหรือมากกว่า ต่อสัปดาห์
- ปริมาณรวมรายสัปดาห์: ปริมาณการวิ่งต่อสัปดาห์เพิ่มขึ้นอย่างมาก อยู่ระหว่าง 20 ถึง 35 ไมล์ต่อสัปดาห์ ซึ่งเทียบเท่ากับ 3 ถึง 5 ชั่วโมง ของการวิ่ง
3.2.2 การจัดตารางและการพักฟื้น (Scheduling and Recovery)
การจัดการภาระที่เพิ่มขึ้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการลดความเสี่ยงการบาดเจ็บ แผนสีแดงมีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดสำหรับการจัดตารางฝึก:
- การวิ่งติดกัน: หากฝึก 4 วันต่อสัปดาห์ นักวิ่งจะต้อง ไม่ฝึกเกินสองวันติดต่อกัน เมื่อทำได้ (ตารางมักจะจัดให้มีวันพัก 2 วันสลับกัน)
- การเพิ่มวันฝึก: หากนักวิ่งสามารถฝึก 5–6 วันต่อสัปดาห์ ก็สามารถเพิ่มการวิ่ง Easy (E pace) หรือทำซ้ำการฝึกในวันเบา (เช่น ทำซ้ำ Day 1 workout) แต่ยังคงต้องพยายามให้มีวันพักฟื้น 1–2 วันต่อสัปดาห์
3.2.3. การแนะนำความเข้มข้นและ Paces ใหม่
แผนสีแดงแตกต่างจากแผนสีขาวอย่างชัดเจนเนื่องจากมีการนำการฝึกคุณภาพที่หนักแบบมีโครงสร้างมาใช้ โดยเน้นการพัฒนา T pace และ I pace
3.2.3.1 Paces ที่ใช้ในแผนสีแดง
- E Pace (Easy): ยังคงเป็นพื้นฐานของการฝึก (สบาย, สามารถสนทนาได้)
- L Run (Long): การวิ่งเป็นระยะเวลานานที่ E Pace โดยในแผนสีแดง การวิ่ง Long Run สูงสุดอยู่ที่ 40–50 นาที หรือ 6 ไมล์
- ST (Strides): การวิ่งสั้น ๆ เร็ว (ประมาณ 20–30 วินาที) ตามด้วยการพัก 60 วินาที เพื่อปรับปรุง Economy และจังหวะขา
- T Pace (Threshold): การวิ่งที่ “หนักอย่างสบาย” (comfortably hard) ถูกนำมาใช้เพื่อปรับปรุง ความทนทานของกล้ามเนื้อ และ กลไกการชำระล้างแลคเตท
- I Pace (Interval): การวิ่งที่ “หนัก” ถูกนำมาใช้เพื่อกระตุ้นและปรับปรุง VO_2 max

3.2.3.2 ความจำเป็นของการใช้ VDOT
เนื่องจากมีการใช้ T และ I pace การควบคุมความเข้มข้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ การฝึกคุณภาพเหล่านี้ จำเป็นต้องมีการควบคุมที่แม่นยำ โดยอ้างอิงจาก ค่า VDOT ปัจจุบัน ของนักวิ่ง หากไม่มีการอัปเดต VDOT การฝึก T และ I อาจช้าเกินไปจนไม่เกิดผลกระตุ้นทางสรีรวิทยาที่ต้องการ
3.2.4 โครงสร้างการฝึกตามช่วง (Phases and Progression of Workouts)

แผนสีแดงทั้ง 16 สัปดาห์มีการก้าวหน้าของภาระงานและประเภทของการฝึกอย่างเป็นระบบ:
| ระดับ | สัปดาห์ที่ | การฝึกคุณภาพหลัก (Key Quality Focus) | ตัวอย่างการฝึกที่สำคัญ |
|---|---|---|---|
| I | 1–4 | แนะนำ T Pace และ Strides | 3 x(1 ไมล์ที่ T pace พร้อมพัก 1 นาที) และ 6 x (1K ที่ T pace) เพื่อเริ่มสร้าง Lactate Threshold |
| II | 5–8 | การยืดระยะ T Pace | การฝึก T Pace ที่มีความต่อเนื่องมากขึ้น เช่น 2 ไมล์ T pace ตามด้วยพัก 2 นาที และ 1 ไมล์ T pace |
| III | 9–12 | แนะนำ I Pace (Aerobic Power) | ผสมผสาน I Pace เข้ามา เช่น 5x (3 นาที I pace พร้อมพัก 2 นาที E pace) และมีการวิ่ง T Pace ต่อเนื่องยาวขึ้น (เช่น 3 ไมล์หรือ 20 นาที T pace) |
| IV | 13–16 | การผสมผสาน T และ I ขั้นสูง | การฝึกคุณภาพที่ซับซ้อนขึ้น ออกแบบมาเพื่อเพิ่มพลังแอโรบิกสูงสุดและเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขัน 10 ไมล์ ตัวอย่าง: ชุด Interval แบบผสม 2 x (5 min I + 3 min E + 3 min I + 3 min E) |
3.2.5 การประยุกต์ใช้ในการแข่งขัน
แม้ว่าแผนสีแดงจะยังคงจัดอยู่ในกรอบ TFF (การฝึกเพื่อความฟิตทั่วไป) แต่ก็มุ่งเป้าไปที่การเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันสันทนาการ:
- ระยะที่เหมาะสม: แผนสีแดงเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันในระยะปานกลาง เช่น 5K, 10K, หรือสูงสุด 10 ไมล์ (ประมาณ 60–75 นาที)
- การปรับตัวสำหรับการแข่งขัน: หากมีการแข่งขันระหว่างแผน Daniels แนะนำให้จัดการภาระงานโดย จัดให้มีวันพักเบา (Easy days) อย่างน้อยสองวัน ก่อนการแข่งขันสำคัญใด ๆ (ซึ่งอาจหมายถึงการข้ามการฝึกคุณภาพไป) และหลังการแข่งขัน ควรใช้เวลาพักฟื้น (Easy days) โดยประมาณ หนึ่งวันต่อระยะทางที่แข่ง 3,000 เมตร (เช่น แข่ง 10K ควรพักเบา 3 วัน)
โดยสรุป โครงสร้างและการฝึกของแผนสีแดงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมที่มีความสำคัญ โดยนำนักวิ่งออกจากเขตความสบายของการวิ่งเบา (E pace) ไปสู่การฝึกที่ต้องใช้ความแม่นยำของความเร็ว (T และ I pace) และเพิ่มปริมาณการวิ่งอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อให้บรรลุความฟิตระดับกลางที่แข็งแกร่งและมีความทนทานต่อการแข่งขันมากขึ้น
3.3 การจัดการความเข้มข้น การซ้อม Red Intermideiate Plan
แผนสีแดง (Red Intermediate Plan) เป็นระดับที่สองของโปรแกรม Daniels’ Training-for-Fitness (TFF) โดยมีจุดมุ่งหมายหลักในการ ยกระดับความฟิตแบบแอโรบิก และเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันสันทนาการระยะปานกลาง (สูงสุดประมาณ 10 ไมล์) การจัดการความเข้มข้นในแผนสีแดงจึงแตกต่างจากแผนสีขาวอย่างมาก เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนผ่านจากการวิ่งเบา (Easy running) ไปสู่การฝึกคุณภาพที่มีโครงสร้าง (structured hard workouts)
การจัดการความเข้มข้นในแผนสีแดงเน้นการนำความเร็วสามประเภทหลักมาใช้ ได้แก่ Easy (E), Threshold (T), และ Interval (I) อย่างเป็นระบบ ตลอดระยะเวลา 16 สัปดาห์
3.3.1 การควบคุมความเข้มข้นด้วย VDOT (Intensity Control via VDOT)

ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดในการจัดการความเข้มข้นระหว่างแผนสีขาวกับแผนสีแดงคือ ความจำเป็นในการควบคุมความเร็วอย่างแม่นยำ
- การอ้างอิง VDOT: การฝึกคุณภาพ T Pace และ I Pace ในแผนสีแดงจำเป็นต้องอ้างอิงจาก คะแนน VDOT ปัจจุบัน ของนักวิ่ง VDOT คือหน่วยวัดสมรรถภาพการวิ่งที่เทียบเท่ากับ VO_2 max ซึ่งใช้ในการกำหนดความเร็วที่ถูกต้องตามหลักสรีรวิทยา
- ความเสี่ยงของการไม่ปรับ VDOT: เนื่องจากนักวิ่งระดับกลางมักมีการปรับตัวทางสรีรวิทยาอย่างรวดเร็ว หากค่า VDOT ไม่ได้รับการอัปเดตอย่างสม่ำเสมอ (เช่น ผ่านการแข่งขันหรือ Time Trial) ความเร็ว T และ I Pace ที่กำหนดไว้จะกลายเป็น ช้าเกินไป ทำให้ไม่เกิดผลกระตุ้นทางสรีรวิทยาที่ตั้งใจไว้
- การประมาณความเร็ว: หากนักวิ่งไม่มีสถิติการแข่งขันล่าสุดเพื่อคำนวณ VDOT สามารถประมาณ T Pace ได้จากการวิ่งที่รู้สึกว่า “หนักอย่างสบาย” อย่างต่อเนื่องประมาณ 6 นาทีต่อไมล์
3.3.2. การแนะนำความเข้มข้นตามช่วง (Phased Introduction of Intensity)

แผนสีแดงแบ่งความเข้มข้นออกเป็นสี่ช่วงตลอด 16 สัปดาห์ โดยมีการแนะนำและยกระดับ Paces คุณภาพอย่างระมัดระวัง:
| Pace | ความหมาย / วัตถุประสงค์ | การนำมาใช้ในแผนสีแดง |
|---|---|---|
| E Pace (Easy) | ความเข้มข้นต่ำ, สบาย, สามารถสนทนาได้ ยังคงเป็นรากฐานและใช้สำหรับการฟื้นตัวและการสะสมปริมาณการวิ่ง | ใช้ในการวิ่งส่วนใหญ่, การวอร์มอัพ, คูลดาวน์ และการวิ่ง Long Run (L Run) |
| ST (Strides) | การวิ่งเร็วสั้น ๆ 20–30 วินาที ไม่ใช่การสปรินต์ ตามด้วยการพัก 1 นาที | มีการใช้ Strides อย่างสม่ำเสมอใน Level I–IV ควบคู่ไปกับ E Pace เพื่อปรับปรุง Running Economy และจังหวะขา |
| T Pace (Threshold) | “หนักอย่างสบาย” (comfortably hard) ใช้เพื่อปรับปรุง ความทนทานของกล้ามเนื้อ และเพิ่มประสิทธิภาพของ กลไกการชำระล้างแลคเตท | เริ่มต้นใน Level I (Weeks 1–4) และขยายระยะเวลาของ T Pace ใน Level II |
| I Pace (Interval) | “หนัก” (hard) ความเร็วที่สามารถคงไว้ได้ประมาณ 2–3 ไมล์ในระหว่างการแข่งขัน มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนา VO}_2 max (พลังงานแอโรบิกสูงสุด) | เริ่มต้นใน Level III (Weeks 9–12) และมีการบูรณาการที่ซับซ้อนขึ้นใน Level IV |
3.3.3. ลักษณะเฉพาะของการจัดการความเข้มข้นในแต่ละช่วง

Level I–II: การสร้างฐาน Threshold (Weeks 1–8)
ในช่วงแรกของการฝึก ความเข้มข้นจะมุ่งเน้นที่ T Pace (Threshold) โดยเฉพาะ เพื่อให้นักวิ่งสร้างความคุ้นเคยกับการวิ่งที่หนักแต่ยังควบคุมได้:
- Level I: แนะนำ T Pace ด้วยการทำซ้ำระยะทางที่สั้นถึงปานกลาง (T-repeats) เช่น 3 x (1 ไมล์ที่ T pace พร้อมพัก 1 นาที) หรือ 6 x (1,000m T pace พร้อมพัก 1 นาที)
- Level II: เพิ่มความต่อเนื่องและความซับซ้อนของ T Pace มากขึ้น เช่น 2 ไมล์ T pace ตามด้วยพัก 2 นาที และ 1 ไมล์ T pace
Level III–IV: การบูรณาการพลังงานแอโรบิก (Weeks 9–16)
ในช่วงหลัง ความเข้มข้นจะเพิ่มขึ้นสูงสุดผ่านการแนะนำ I Pace และการผสมผสาน T และ I เข้าด้วยกัน:
- Level III: เริ่มมีการรวม I Pace เข้ามา (Interval) เช่น 5 x(3 นาที I pace + 2 นาที E pace พัก) ควบคู่ไปกับการฝึก T Pace ที่มีความต่อเนื่องมากขึ้น (เช่น 3 x ไมล์ หรือ 20 นาที T pace)
- Level IV: เป็นการผสมผสานความเข้มข้นทั้งสามระดับ (E, T, I) เข้าในการฝึกที่ซับซ้อน (mixed-pace workouts) ซึ่งออกแบบมาเพื่อ เพิ่มพลังแอโรบิกสูงสุด และเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขัน 10 ไมล์
3.3.4 การจัดการความเข้มข้นเมื่อมีการแข่งขัน (Race Integration)
แม้ว่าแผนสีแดงจะจัดอยู่ในกรอบ TFF ที่เน้นความฟิตทั่วไป แต่ก็อนุญาตให้เข้าร่วมการแข่งขันสันทนาการได้ (สูงสุด 10 ไมล์) การจัดการความเข้มข้นในการฝึกจะต้องปรับเพื่อให้เหมาะสมกับการแข่งขัน:
- การ Taper ขั้นต่ำ: หากมีการแข่งขันสำคัญ ควรลดความเข้มข้นในการฝึก (minimal taper) โดย งดการฝึกคุณภาพ (T หรือ I) ประมาณ 2–3 วัน ก่อนวันแข่งขัน เพื่อให้ร่างกายมีความสดใหม่ โดยให้วิ่งด้วย E Pace เท่านั้นในช่วงวันสุดท้ายก่อนแข่ง
- การฟื้นตัวหลังแข่ง: การฟื้นตัวหลังการแข่งขันมีความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อป้องกันความเหนื่อยล้าสะสม คำแนะนำคือควรพักฟื้นด้วยการวิ่งเบา (Easy days) หนึ่งวันต่อระยะทางที่แข่งประมาณ 3,000 เมตร (เช่น หากแข่ง 10K ควรพักเบาประมาณ 3 วัน) ก่อนกลับเข้าสู่ตารางการฝึก T/I ตามปกติ
โดยสรุป การจัดการความเข้มข้นในแผนสีแดงเป็นการก้าวหน้าอย่างเป็นขั้นตอน (Linear Progression) เพื่อให้นักวิ่ง คุ้นเคย กับความเร็ว E, T, และ I ทั้งหมด โดยเน้นความแม่นยำของ VDOT เพื่อให้มั่นใจว่าการฝึกคุณภาพ T และ I นั้นส่งผลต่อการปรับตัวทางสรีรวิทยาตามที่ตั้งใจไว้
แผนสีแดง (Red Intermediate Plan) เป็นระดับการฝึกที่สอง ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับความฟิตแบบแอโรบิกและเตรียมความพร้อมให้กับนักวิ่งเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันสันทนาการ (recreational races) การจัดการการแข่งขันในแผนสีแดงถูกบูรณาการเข้ากับโครงสร้าง 16 สัปดาห์อย่างรอบคอบ โดยมุ่งเน้นที่การวัดระดับความก้าวหน้าและการได้รับประสบการณ์ มากกว่าการพีค (peaking) เพื่อทำลายสถิติส่วนตัว (PB)
3.3.4.1 วัตถุประสงค์ของการแข่งขันที่เหมาะสมกับแผนสีแดง

แผนสีแดงมีเป้าหมายเพื่อเตรียมความพร้อมให้นักวิ่งสำหรับ การประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจ ในการแข่งขัน โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการสร้าง ความมั่นใจ ในการวิ่งระยะกลาง และทำให้ร่างกายคุ้นเคยกับการฝึกคุณภาพ
- ประเภทและระยะทาง: แผนสีแดงเหมาะสำหรับ การแข่งขันสันทนาการ บนสนามวิ่งหรือบนถนน ใน ระยะทางปานกลาง โดยมีระยะที่เหมาะสมคือ 5K, 10K, หรือสูงสุดถึงประมาณ 10 ไมล์ ซึ่งการวิ่งจะใช้เวลาประมาณ 60 ถึง 75 นาที
- การเปรียบเทียบกับ TFR: ในบริบทที่กว้างขึ้น การแข่งขันที่เกิดขึ้นระหว่างแผนสีแดงนั้นถือเป็นส่วนหนึ่งของ TFF ซึ่งเน้นการปรับปรุงความฟิตโดยรวมอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่การวางแผนแบบ periodized ที่มีการลดความเข้มข้นพิเศษ (taper) เพื่อเป้าหมายการทำเวลาที่ดีที่สุดในวันเดียวเหมือนกับการฝึกเพื่อการแข่งขันโดยเฉพาะ (Training for Race – TFR)
3.3.4.2 การปรับตัวของตารางฝึกสำหรับการแข่งขัน (Minimal Taper)
เนื่องจากแผนสีแดงมีโครงสร้างคงที่ 16 สัปดาห์ และเน้นการก้าวหน้าเชิงเส้นตรง (linear progression) การบูรณาการการแข่งขันใด ๆ จึงต้องทำโดย ลดการรบกวน ต่อรอบการฝึกให้น้อยที่สุด
- การลดภาระก่อนแข่ง: หากมีการแข่งขันสำคัญ นักวิ่งควรจัดให้มี วันวิ่งเบา (Easy days) อย่างน้อยสองวัน ก่อนการแข่งขัน คำแนะนำคือให้ งดการฝึกคุณภาพ (T Pace หรือ I Pace) ประมาณ 3–4 วันก่อนวันแข่งขัน
- ความเข้มข้นในช่วงสุดท้าย: วันสุดท้ายก่อนการแข่งขันควรประกอบด้วย การวิ่งด้วย E Pace (Easy pace) ทั้งหมด เพื่อให้ร่างกายมีความสดใหม่สำหรับการแข่งขัน
- การใช้การแข่งขันเป็นส่วนหนึ่งของการฝึก: ควรปฏิบัติต่อการแข่งขันในช่วงแผนสีแดงเสมือนเป็น การฝึกซ้อมที่หนัก (a hard workout) โดยมีการวอร์มอัพและคูลดาวน์ด้วยการจ็อกเบาตามปกติ
3.3.4.3 การจัดการหลังการแข่งขันและการฟื้นตัว
การฟื้นตัวหลังจากการแข่งขันมีความสำคัญอย่างยิ่งในแผนสีแดง เพื่อป้องกันความเหนื่อยล้าสะสมและการบาดเจ็บจากการกลับไปฝึกหนักเร็วเกินไป
- กฎการพักฟื้น: คำแนะนำในการฟื้นตัวคือการจัดให้มี วันวิ่งเบา (Easy days) หนึ่งวันต่อระยะทางที่แข่งประมาณ 3,000 เมตร
- ตัวอย่าง: หากนักวิ่งเข้าร่วมการแข่งขันระยะทาง 10 กิโลเมตร การพักฟื้นด้วยการวิ่งเบา (Easy days) ควรใช้เวลาประมาณ สามวัน ก่อนที่จะกลับมาเริ่มการฝึกคุณภาพ (T/I sessions) ตามตารางปกติ
3.3.4.4. ข้อควรระวังที่สำคัญที่สุด: การเตรียมตัวสำหรับมาราธอน

มีการเน้นย้ำคำเตือนเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดในบริบทของแผนสีแดง ซึ่งเกี่ยวข้องกับเป้าหมายการแข่งขันระยะไกล:
- ความไม่เพียงพอสำหรับมาราธอน: ปริมาณการฝึกและความทนทานที่สร้างขึ้นในแผนสีแดงนั้น ไม่เพียงพออย่างยิ่ง ต่อการเตรียมตัวเพื่อวิ่งมาราธอนอย่างปลอดภัย Long Run สูงสุดในแผนสีแดงคือเพียง 40–50 นาที หรือ 6 ไมล์ เท่านั้น
- ลำดับที่จำเป็น: นักวิ่งที่ต้องการวิ่งมาราธอนจะต้อง สำเร็จแผนสีขาวและแผนสีแดงให้เสร็จสิ้น เพื่อสร้างฐานทางสรีรวิทยาและกลไกที่จำเป็น ก่อน ที่จะเข้าสู่โปรแกรมการฝึกมาราธอนเฉพาะทาง (ซึ่งเป็น Training for Race)
หลังจากที่นักวิ่งประสบความสำเร็จในการดำเนินการตามแผนสีแดง (Red Intermediate Plan) ครบ 16 สัปดาห์แล้ว พวกเขาจะบรรลุความเชี่ยวชาญทางสรีรวิทยาในระดับที่แข็งแกร่งและมีความคุ้นเคยกับการฝึกคุณภาพที่หลากหลาย ณ จุดนี้ นักวิ่งจะต้องประเมินผลลัพธ์และความปรารถนาในอนาคตเพื่อตัดสินใจเชิงกลยุทธ์เกี่ยวกับเส้นทางการฝึกซ้อมต่อไป ซึ่งการตัดสินใจเหล่านี้จัดอยู่ในกรอบของ Daniels’ Training-for-Fitness (TFF)
3.4. การตัดสินใจหลังสิ้นสุดแผนแดง

เมื่อสิ้นสุดแผนสีแดง นักวิ่งจะมีฐานรากที่สำคัญสำหรับการฝึกขั้นสูง:
- ความคุ้นเคยกับความเร็ว: นักวิ่งจะคุ้นเคยกับการวิ่งที่ความเร็วทั้งหมดของ Daniels ได้แก่ E (Easy), T (Threshold), และ I (Interval) รวมถึงการวิ่งยาว (L run)
- ความสามารถด้านปริมาณ: สามารถจัดการปริมาณการวิ่งต่อสัปดาห์ได้ระหว่าง 20–35 ไมล์ต่อสัปดาห์
- ความพร้อมในการแข่งขัน: มีความฟิตที่เหมาะสมสำหรับการแข่งขันสันทนาการในระยะทางปานกลาง สูงสุดถึง 10 ไมล์
การตัดสินใจหลังจบแผนสีแดงจึงขึ้นอยู่กับว่านักวิ่งต้องการความท้าทายที่มากขึ้น (Progression) หรือต้องการรักษาระดับความฟิตปัจจุบันไว้ (Maintenance/Break)
3.4.1. ทางเลือกในการก้าวหน้า (Progression)
หากนักวิ่งรู้สึกว่าแผนสีแดงเริ่ม ง่ายเกินไป หรือต้องการเป้าหมายในการฝึกที่ท้าทายยิ่งขึ้น พวกเขาสามารถเลือกก้าวไปข้างหน้าได้:
- ก้าวสู่แผนสีน้ำเงิน/สีทอง: นักวิ่งสามารถก้าวไปสู่ แผนสีน้ำเงิน (Blue Advanced Plan) หรือ แผนสีทอง (Gold Plan) ซึ่งเป็นแผนที่ออกแบบมาสำหรับนักวิ่งที่มีประสบการณ์มากขึ้น โดยมีปริมาณการวิ่งต่อสัปดาห์และความเข้มข้นที่สูงขึ้น
- เปลี่ยนไปสู่ Training for Race (TFR): การสำเร็จแผนสีแดงหมายความว่านักวิ่งมีฐานรากทางสรีรวิทยาที่แข็งแกร่งพอที่จะ เปลี่ยนไปใช้แผนการฝึกเพื่อการแข่งขันโดยเฉพาะ (specific race training) เช่น แผนที่มุ่งเป้าไปที่การทำเวลาที่ดีที่สุด (PB) ในการแข่งขันระยะ 5K ไปจนถึงมาราธอน
3.4.2. ทางเลือกในการคงระดับความฟิตหรือการหยุดพัก (Maintenance and Break)
ทางเลือกนี้เหมาะสำหรับนักวิ่งที่พอใจกับระดับความฟิตปัจจุบัน หรือรู้สึกว่าต้องการหลีกเลี่ยงความเครียดที่เพิ่มขึ้น:
- การคงระดับความฟิต (Maintenance): หากนักวิ่งมีความสุขกับปริมาณและความเข้มข้นในปัจจุบัน พวกเขาสามารถเลือกที่จะ ทำซ้ำการฝึกในช่วงสุดท้าย (Level IV) ของแผนสีแดงต่อไป เพื่อรักษาระดับความฟิตที่ได้มา
- การพักเชิงกลยุทธ์ (Strategic Break): เพื่อป้องกัน ภาวะหมดไฟ (burnout) นักวิ่งอาจเลือกช่วงเวลาของการวิ่งที่ลดความเข้มข้นลง ซึ่งอาจเป็นการ วิ่งเบาแบบไร้โครงสร้าง (unstructured easy running) โดยงดเซสชันคุณภาพสูง (T หรือ I) ชั่วคราว หรือแม้กระทั่ง การพักโดยสมบูรณ์
3.4.3. ข้อควรระวังในการกลับมาฝึกหลังหยุดพัก
หากนักวิ่งตัดสินใจหยุดพักโดยสมบูรณ์ จะมีคำแนะนำที่เข้มงวดสำหรับการกลับมาฝึกซ้อม:
- เมื่อกลับมาเริ่มฝึก จะต้องทำอย่าง ค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มด้วย การวิ่งเบา ๆ (Easy runs) เป็นเวลาหลายสัปดาห์ ก่อนที่จะแนะนำการฝึกคุณภาพสูงกลับเข้ามาในตาราง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางสำหรับการกลับมาฝึกหลังจากหยุดพักไปนาน
3.4.4. ข้อจำกัดที่สำคัญที่สุด: การเตรียมตัวสำหรับมาราธอน
ในบริบทของการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์หลังจบแผนสีแดง มีคำเตือนที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับเป้าหมายการแข่งขันระยะไกล:
- ฐานรากไม่เพียงพอ: แหล่งข้อมูลระบุอย่างชัดเจนว่า ปริมาณการฝึกและความทนทานที่สร้างขึ้นในแผนสีแดง ไม่เพียงพออย่างยิ่ง ต่อการเตรียมตัวสำหรับการวิ่งมาราธอนอย่างปลอดภัย Long Run สูงสุดในแผนสีแดง (40–50 นาที หรือ 6 ไมล์) ยังห่างไกลจากความต้องการทางสรีรวิทยาของมาราธอน
- ลำดับที่ต้องปฏิบัติตาม: นักวิ่งที่มีความปรารถนาจะวิ่งมาราธอนจะต้องปฏิบัติตามลำดับการก้าวหน้าอย่างเคร่งครัด: สำเร็จแผนสีขาว สำเร็จแผนสีแดง toเข้าสู่โปรแกรมมาราธอนโดยเฉพาะ (Dedicated Marathon Program)
4.คำจำกัดความเพซ (Pace Keys)
Daniels’ Training-for-Fitness (TFF) ซึ่งประกอบด้วยแผนสีขาว (White) และแผนสีแดง (Red) เป็นกรอบการฝึกซ้อมที่มีการกำหนดความเข้มข้นของการฝึกซ้อมอย่างแม่นยำด้วยการใช้ คำจำกัดความเพซ (Pace Keys) ซึ่งเป็นสัญกรณ์มาตรฐานของ Daniels เพื่อให้มั่นใจว่าการกระตุ้นทางสรีรวิทยาที่เกิดขึ้นนั้นเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการสร้างฐานแอโรบิกและสุขภาพในระยะยาว
เพซเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการแยกแยะ TFF ออกจากการฝึกเพื่อการแข่งขัน (Training for Race – TFR) และกำหนดวิธีการก้าวหน้าอย่างปลอดภัยผ่านแผนสีต่าง ๆ
4.1. คำจำกัดความเพซหลักที่ใช้ใน TFF (White & Red Plans)
Daniels กำหนดความเข้มข้นของการวิ่งตามผลกระทบทางสรีรวิทยา ซึ่งส่วนใหญ่มักสัมพันธ์กับค่า VDOT (ระดับความฟิตเทียบเท่า VO2 max
| เพซ | คำจำกัดความความเข้มข้น | วัตถุประสงค์ทางสรีรวิทยา |
|---|---|---|
| E Pace (Easy) | ความพยายามที่สบาย สามารถสนทนาได้ | การพัฒนาฐานแอโรบิก (Aerobic base), การฟื้นตัว (Recovery), และการสะสมปริมาณการวิ่ง |
| L Run (Long) | การวิ่งต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน | ดำเนินการที่ E Pace เพื่อสร้างความทนทานต่อเนื่อง |
| ST (Strides) | การวิ่งเร็วแต่ ไม่ใช่การสปรินต์ (“fast-but-not-sprint”) เป็นการวิ่งที่รวดเร็วและเบา ใช้เวลา 20 ถึง 30 วินาที | ปรับปรุง Running Economy และการสั่งการของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ |
| T Pace (Threshold) | การวิ่งที่ “หนักอย่างสบาย” (comfortably hard) | ปรับปรุงความทนทานของกล้ามเนื้อ และเพิ่มประสิทธิภาพของ กลไกการชำระล้างแลคเตท (Lactate clearance) |
| I Pace (Interval) | การวิ่งที่ “หนัก” (hard) ความเร็วที่สามารถคงไว้ได้ในการแข่งขันระยะ สองถึงสามไมล์ | เป้าหมายคือการปรับปรุง VO2 max (พลังงานแอโรบิกสูงสุด) |
หมายเหตุ: แหล่งข้อมูลยังกล่าวถึง R Pace (Repetition) ซึ่งใช้ในแผนที่สูงขึ้นหรือแผนการแข่งขันโดยเฉพาะ แต่ไม่ได้เป็นส่วนหลักของแผนสีขาวและสีแดง
4.2. การใช้ Pace Keys ในแผนสีขาว (White Plan: ระดับเริ่มต้น)
แผนสีขาวเป็นโปรแกรม 16 สัปดาห์สำหรับผู้เริ่มต้น วัตถุประสงค์หลักคือการสร้างฐานรากที่ปลอดภัยและลดความเสี่ยงการบาดเจ็บ
- เน้น E Pace เท่านั้น: ในแผนสีขาว การวิ่งทั้งหมด จะถูกจำกัดอย่างเคร่งครัดที่ E Pace หรือการวิ่งเบา
- การฝึก E Pace นี้มีประโยชน์ทางสรีรวิทยาอย่างลึกซึ้ง โดยช่วยเพิ่ม ความหนาแน่นของไมโตคอนเดรีย และการเจริญเติบโตของ เส้นเลือดฝอย ซึ่งเป็นข้อกำหนดพื้นฐานทางชีววิทยาสำหรับความฟิตแบบแอโรบิก
- การนำ Strides มาใช้: การฝึกที่เร็วที่สุดที่เกิดขึ้นในแผนสีขาวคือ Strides (ST) ซึ่งจะถูกแนะนำใน Level IV (สัปดาห์ที่ 13–16) เท่านั้น โดยเป็นการวิ่งเร็ว 20–30 วินาที สลับกับการพัก 60 วินาที
4.3. การจัดการความเข้มข้นในแผนสีแดง (Red Plan: ระดับกลาง)
แผนสีแดงเป็นสะพานเชื่อมที่เพิ่มความเครียดในการฝึกซ้อมอย่างมีนัยสำคัญ โดยต้องใช้ความแม่นยำในการจัดการความเข้มข้นสูงกว่ามาก
- การแนะนำ T Pace (Threshold): แผนสีแดงเริ่มนำ T Pace เข้ามาใช้อย่างเป็นระบบตั้งแต่ Level I (สัปดาห์ที่ 1–4) เพื่อมุ่งเป้าไปที่การปรับปรุง Lactate Threshold
- ตัวอย่างการฝึกใน Level I ได้แก่ 3 x (1 ไมล์ที่ T pace พร้อมพัก 1 นาที)
- การแนะนำ I Pace (Interval): ความเข้มข้นสูงสุด (I Pace) จะถูกนำมาใช้ในภายหลัง โดยเริ่มใน Level III (สัปดาห์ที่ 9–12) เพื่อกระตุ้นและปรับปรุง VO_2 max
- ตัวอย่างการฝึกใน Level III ได้แก่ 5 x (3 นาที I pace พร้อมพัก 2 นาที E pace)
- การควบคุมความแม่นยำด้วย VDOT: การใช้ T และ I Pace ในแผนสีแดง จำเป็นต้องมีการควบคุมที่แม่นยำ โดยอ้างอิงจาก ค่า VDOT ปัจจุบัน ของนักวิ่ง หากค่า VDOT ไม่ได้รับการอัปเดตบ่อยครั้ง (เนื่องจากนักวิ่งระดับกลางมักมีการปรับตัวอย่างรวดเร็ว) ความเร็ว T และ I ที่กำหนดไว้จะกลายเป็น ช้าเกินไป ทำให้การฝึกคุณภาพไม่ได้ผลกระตุ้นทางสรีรวิทยาตามที่ต้องการ
- การประมาณ T Pace: หากนักวิ่งไม่มีข้อมูลการแข่งขันล่าสุดเพื่อคำนวณ VDOT แหล่งข้อมูลระบุว่าการวิ่งที่ “หนักอย่างสบาย” อย่างต่อเนื่องประมาณ 6 นาทีต่อไมล์ สามารถใช้เป็นค่าประมาณของ T Pace ได้
โดยสรุปแล้ว การจัดการเพซของ Daniels ในแผน TFF สะท้อนถึงปรัชญา ความก้าวหน้าอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากฐานรากที่ปลอดภัยที่สุด (E Pace ในแผนสีขาว) ก่อนที่จะนำร่างกายไปสู่ความเครียดที่สูงขึ้น (T และ I Pace ในแผนสีแดง) ด้วยการใช้ VDOT เพื่อให้แน่ใจว่าการฝึกคุณภาพเหล่านั้นมีความแม่นยำทางสรีรวิทยา

