เจาะลึกเทคนิคโกงเนินฉบับ Jeff Galloway ที่จะเปลี่ยนการขึ้นเขาให้เป็นเรื่องประหยัดพลังงาน ช่วยคุมกล้ามเนื้อให้สดใหม่ และลดความเสี่ยงอุบัติเหตุเพื่อให้คุณวิ่งเทรลได้สนุกจนจบเส้นทาง
——————————————————————————–
INTRODUCTION
ลองจินตนาการดูนะครับ คุณกำลังวิ่งไปตามทางเทรลที่สวยงาม แต่แล้วก็ต้องเผชิญกับเนินยาวที่ดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยความอยาก “เอาชนะ” คุณจึงตัดสินใจกัดฟันเร่งเครื่องเพื่อขึ้นไปให้ถึงยอดให้เร็วที่สุด แต่ผลที่ได้คืออัตราการเต้นของหัวใจพุ่งทะลุเพดาน ปอดแสบเหมือนจะระเบิด และขาที่เคยเบาสบายกลับหนักอึ้งเหมือนถ่วงด้วยตะกั่ว
ความผิดพลาดนี้ไม่ได้จบลงแค่ที่ยอดเนินนะครับ เพราะเมื่อต้องวิ่งลงเขาในจังหวะถัดไป ขาที่ล้าจนเกินขีดจำกัดจะสูญเสียความสามารถในการทรงตัวและการควบคุม แรงกระแทกจากการลงเขาจะกลายเป็นความทรมาน และความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุจะเพิ่มขึ้นทวีคูณเพียงเพราะเราใช้พลังงานหมดไปกับการ “สู้” กับเนินนั่นเองครับ
ปัญหานี้แก้ไขได้ครับ หากเราเปลี่ยนวิธีคิดและเทคนิคการขึ้นเนินเสียใหม่ โดยอ้างอิงจากหนังสือ “Trail Running – The Complete Guide” ของ Jeff Galloway ผมจะพาทุกคนไปเรียนรู้วิธีการขึ้นเนินที่ชาญฉลาด เพื่อเก็บแรงไว้ใช้ในส่วนที่เหลือของการเดินทางอย่างมีประสิทธิภาพครับ

——————————————————————————–
1. ขึ้นเนินไม่ต้องชนะ—ต้อง ‘รอด’ (Effort Over Pace)
ในการวิ่งเทรล เราต้องสลัดภาพจำจากการวิ่งถนนที่ต้องรักษา “Pace” (ความเร็ว) ตลอดเวลาออกไปครับ เมื่อเจอเนิน Galloway เน้นย้ำให้เราเปลี่ยนมาโฟกัสที่ “Effort” (ความเหนื่อย) แทน เป้าหมายคือการรักษาจังหวะการหายใจให้คงที่เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายเข้าสู่สภาวะ “Redlining” หรือสภาวะที่เหนื่อยจนเกินขีดจำกัดตั้งแต่ช่วงต้น
Reflective Analysis: การพยายามรักษาความเร็วเดิมขณะขึ้นเนินคือกับดักที่อันตรายที่สุดครับ มันจะดูดพลังงานของคุณไปจนหมดเกลี้ยง การขึ้นเนินที่ฉลาดไม่ใช่การไปให้เร็วที่สุด แต่คือการขึ้นไปถึงยอดด้วยสภาพที่ยัง “สด” พอจะวิ่งต่อได้ทันทีครับ
เอาไปใช้วันนี้:
- Conversational Rule: ใช้กฎการพูดเป็นประโยคครับ ถ้าคุณหอบจนพูดไม่จบประโยค แสดงว่าคุณมาเร็วเกินไปแล้ว ลองผ่อนเครื่องลงดูนะครับ
- Monitor Breathing: เลิกพะวงกับตัวเลขบนหน้าปัดนาฬิกา แล้วกลับมาฟังจังหวะการหายใจของตัวเองแทนครับ
——————————————————————————–
2. ‘เดิน’ คือกลยุทธ์ ไม่ใช่ความพ่ายแพ้ (Walking is Strategy)
Galloway สอนเสมอว่าการเดินคือเครื่องมือชั้นยอดในการจัดการความเหนื่อยล้า (Fatigue) การยอมเดินไม่ได้หมายความว่าคุณอ่อนแอ แต่มันคือกลยุทธ์ที่ทำให้นักวิ่งเทรลที่เก่งที่สุดยังคงความสดของกล้ามเนื้อไว้ได้จนถึงกิโลเมตรสุดท้ายครับ
Reflective Analysis: การ “ลดทิฐิ” แล้วเปลี่ยนมาเดินตั้งแต่วินาทีแรกที่เริ่มเหนื่อย คือเครื่องหมายของนักวิ่งที่ใช้สมองนำทางครับ งานวิจัยชี้ชัดว่าการเดินขึ้นเนินชันให้ผลลัพธ์ในแง่ของเวลาไม่ต่างจากการฝืนวิ่งมากนัก แต่ประหยัดพลังงานได้มหาศาลกว่ากันมากครับ
เอาไปใช้วันนี้:
- สลับมาเดิน (Walk break) ทันทีที่เจอทางชัน หรือเมื่อเริ่มรู้สึกว่าการหายใจเริ่มหนักขึ้น อย่ารอจนหมดแรงค่อยเดินนะครับ
- ใช้ก้าวเดินที่สั้นและนุ่มนวล เพื่อรักษาอัตราการเต้นของหัวใจให้เสถียรที่สุด ลองทำดูครับ
——————————————————————————–
3. ‘Power-hike’ คือเกียร์ ไม่ใช่เบรก (Power-hike as a Tool)
เทคนิค Power-hike ไม่ใช่การเดินทอดน่องแบบท่องเที่ยว แต่มันคือการเปลี่ยน “เกียร์” ของร่างกาย Galloway แนะนำให้เราเปลี่ยนมาใช้เกียร์นี้ “ก่อน” ที่ความเหนื่อยจะทำให้ท่าทางการวิ่ง (Form) เสียไปครับ
Reflective Analysis: การเปลี่ยนเกียร์อย่างถูกจังหวะช่วยปกป้องกล้ามเนื้อและเอ็นร้อยหวาย (Muscle-tendon network) ของขาช่วงล่างไม่ให้ถูกใช้งานหนักเกินไปจนเสี่ยงต่อการบาดเจ็บครับ
เอาไปใช้วันนี้:
- รักษาตัวให้ตรง: แม้จะเป็นการเดินขึ้นเขาที่ชันมาก ห้ามโน้มตัวไปข้างหน้า ตามสัญชาตญาณนะครับ ให้ทรงตัวตั้งตรงตั้งฉากกับพื้นโลก (Upright) เพื่อประสิทธิภาพในการทำงานของกล้ามเนื้อ
- ใช้กลไกข้อเท้า (Ankle mechanism) ช่วยดันส่งตัวไปข้างหน้าเบาๆ เพื่อรักษาโมเมนตัมครับ
——————————————————————————–
4. ตัวตรงเหมือน ‘หุ่นเชิด’ (The Puppet on a String Posture)
Galloway ให้ภาพจำที่ทรงพลังคือ “Puppet on a String” หรือหุ่นเชิดที่มีเชือกดึงจากกลางศีรษะขึ้นสู่ท้องฟ้าครับ การรักษาลำตัวให้ตั้งตรง (Upright Posture) ไม่โน้มไปข้างหน้าหรือเอนไปข้างหลัง คือหัวใจสำคัญของการหายใจ
Reflective Analysis: หลายคนชอบก้มตัวมองพื้นขณะขึ้นเนิน ซึ่งการ “โน้มตัว” (Leaning forward) จะทำให้ปอดส่วนล่างถูกกดทับ ออกซิเจนเข้าไปได้ไม่เต็มที่ และทำให้กล้ามเนื้อต้องทำงานหนักเกินความจำเป็นเพื่อประคองร่างกายครับ การยืดตัวตรงจะช่วยเปิดปอดและลดความสิ้นเปลืองพลังงานได้ทันทีครับ
เอาไปใช้วันนี้:
- จินตนาการว่ามีเชือกดึงกลางศีรษะของคุณให้ตัวตรงอยู่เสมอครับ
- หายใจด้วยท้อง (Belly breaths) ลึกๆ เพื่อป้องกันอาการจุกเสียด (Side pain) และรับออกซิเจนได้สูงสุดครับ
——————————————————————————–
5. ก้าวสั้น = ประหยัดแรง + คุมลื่น (Short Strides & Light Touch)
เทคนิคการ “Shuffling” หรือการซอยก้าวสั้นๆ คือไม้ตายของการขึ้นเนินครับ ก้าวยาวๆ (Overstriding) คือศัตรูตัวร้ายที่ทำให้กล้ามเนื้อล้าเร็วและเสียการทรงตัวได้ง่าย
Reflective Analysis: ก้าวสั้นๆ แบบ “Baby steps” ช่วยให้คุณตอบสนองต่ออุปสรรคบนพื้นเทรล เช่น รากไม้หรือหินลอย ได้รวดเร็วกว่าก้าวยาวครับ และยังช่วยลดแรงกระแทกจากการลงน้ำหนักที่รุนแรงได้อีกด้วย
เอาไปใช้วันนี้:
- ยกเท้าให้ต่ำจากพื้นที่สุด (Minimal bounce) เพื่อประหยัดพลังงานจากการยกตัว
- โฟกัสที่การซอยเท้าแบบ “Shuffling” แทนการยกเข่าสูงครับ ลองดูนะครับ มันจะช่วยให้คุณไปได้เรื่อยๆ โดยไม่ล้า
——————————————————————————–
6. ขึ้นเนินพัง = ลงเขาพัง (The Fatigue Spillover)
Galloway เตือนเสมอว่าการใช้แรงขึ้นเนินที่มากเกินไปจะส่งผลร้ายแรงต่อการลงเขาครับ หากกล้ามเนื้อล้าจากการขึ้นเนิน การควบคุมการลงเขาแบบ Eccentric control จะทำได้แย่ลงมาก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอาการบาดเจ็บ
Reflective Analysis: หากคุณเหนื่อยเกินไปในขาขึ้น ขาของคุณจะไม่มีแรงพอที่จะเบรกหรือควบคุมทิศทางในขาลง ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงในการล้ม (Falls) หรืออุบัติเหตุการกระแทกกับต้นไม้ (Tree impact injuries) ได้ง่ายมากครับ เป้าหมายของเราคือขึ้นเนินเพื่อให้เหลือแรงไปสนุกกับทางลงอย่างปลอดภัยครับ
เอาไปใช้วันนี้:
- กั๊กแรงไว้ 10–20% เสมอเมื่อถึงยอดเนิน อย่าใส่หมดก๊อกครับ
- เมื่อถึงจุดสูงสุด ให้เดินต่ออีก 4–5 ก้าวเพื่อรีเซ็ตจังหวะการหายใจและจังหวะร่างกายก่อนเริ่มวิ่งลงครับ
——————————————————————————–
7. 3 ความผิดพลาดยอดฮิตที่ต้องแก้ (Common Mistakes & Fixes)
- Attacking the Hill (บ้าพลัง): พยายามเอาชนะเนินด้วยความเร็ว แก้ไขด้วยการรักษาความเหนื่อย (Effort) ให้คงที่เหมือนวิ่งทางราบแทนครับ
- Late Hiking (เปลี่ยนเกียร์ช้า): รอจนหอบแฮกค่อยเริ่มเดิน วิธีแก้คือเปลี่ยนมาใช้ Power-hike ทันทีที่เริ่มเห็นทางชันหรืออุปสรรคครับ
- Overstriding (ก้าวยาวเกินไป): ทำให้กล้ามเนื้อแฮมสตริงล้าและเสี่ยงบาดเจ็บ แก้ด้วยการซอยก้าวให้สั้นและนุ่มนวล (Light touch) ครับ
เอาไปใช้วันนี้:
- หากคุณรู้สึกล้าที่ต้นขาด้านหลัง (Hamstrings) แสดงว่าคุณอาจก้าวยาวเกินไปแล้วครับ ลองซอยให้สั้นลงนะครับ
- ลองฝึกวิ่งให้เงียบที่สุด (Light Touch Drill) เพื่อลดแรงกระแทกและฝึกการวางเท้าที่ประหยัดพลังงานครับ
——————————————————————————–
8. ฝึกให้เก่งด้วย Hill Drills ง่าย ๆ (Beginner-Friendly Drills)
- Cadence Drill: นับจำนวนครั้งที่ “เท้าซ้าย” สัมผัสพื้นในช่วง 30 วินาที แล้วลองฝึกเพิ่มจำนวนก้าวให้เร็วขึ้น (ซอยเท้าให้ถี่ขึ้น) โดยที่ก้าวต้องสั้นลงครับ
- Hill Repeats (Strength): หาเนินที่ชันพอประมาณ ฝึกวิ่งขึ้น-ลงสั้นๆ เพียง 5 วินาทีแบบเบาๆ เพื่อสร้างความแข็งแรงและความยืดหยุ่นให้ข้อเท้าครับ
- Light Touch Drill: เลือกช่วงเทรลที่ทางค่อนข้างนิ่ง ฝึกวิ่งโดยพยายามไม่ให้เกิดเสียงฝีเท้า เพื่อฝึกจังหวะการลงเท้าที่เบาและประหยัดแรงครับ
เอาไปใช้วันนี้:
- ลองทำแบบฝึกหัดเหล่านี้สัปดาห์ละ 1 ครั้ง บนสนามหญ้าหรือเนินในสวนสาธารณะดูครับ จะช่วยให้คุณเก่งเนินขึ้นมาก
——————————————————————————–
- เมื่อไหร่ควรเปลี่ยนเป็น Power-hike: ทันทีที่เริ่มเจอทางชัน มีอุปสรรคเยอะ หรือเมื่อเริ่มหายใจแรงจนพูดเป็นประโยคไม่ได้
- 2 Beginner Interval Presets:
- Preset A: วิ่ง 30 วินาที / เดิน 30 วินาที (สำหรับเนินสโลปน้อย)
- Preset B: วิ่ง 15 วินาที / เดิน 45 วินาที (สำหรับทางที่ชันมาก)
- The Effort Rule: รักษารูปแบบการหายใจขณะขึ้นเนินให้เหมือนกับตอนที่คุณวิ่งอยู่บนทางราบ
——————————————————————————–
CONCLUSION
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพียงเล็กน้อย เช่น การซอยก้าวให้สั้นลง หรือการยอม “เดินก่อนที่จะล้า” จะช่วยให้การวิ่งเทรลของคุณเหนื่อยน้อยลงและมีความสุขมากขึ้นครับ ดังที่ Jeff Galloway มักจะย้ำเตือนนักวิ่งอยู่เสมอว่า:
“Touching the earth in a natural environment engages parts of the mind-body network that are not activated on other runs.” — Jeff Galloway
The Challenge: ในการซ้อมครั้งหน้า ลองท้าทายตัวเองดูนะครับ ลองสลับมา “เดิน” ตั้งแต่ก้าวแรกที่เจอเนินเลย แล้วสังเกตดูว่าคุณจะเหลือแรงไว้สนุกกับทางลงเขาได้มากกว่าเดิมแค่ไหน?
——————————————————————————–
KEY TAKEAWAYS
- เน้นรักษาความเหนื่อย (Effort) ให้คงที่มากกว่าความเร็ว เพื่อป้องกันร่างกายเข้าสู่สภาวะ Redlining
- การเดินคือกลยุทธ์ที่ช่วยรักษาความสดของกล้ามเนื้อไว้จนจบเส้นทาง
- รักษาท่าทาง “หุ่นเชิด” (Puppet on a string) โดยยืนตัวตรงห้ามโน้มตัว เพื่อเปิดปอดให้รับออกซิเจนได้สูงสุด
- ซอยก้าวสั้นและลงเท้าให้เบา (Short strides & Light touch) เพื่อการควบคุมและสมดุลที่ดี
- กั๊กแรงขาขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงอุบัติเหตุการล้มและการกระแทกต้นไม้ในตอนลงเขา
——————————————————————————–
CTA (CALL TO ACTION) ติดตามฟังรายละเอียดเชิงลึกและเทคนิคเพิ่มเติมได้ใน CitytrailTalk EP237 และอย่าลืมติดตาม Trail Series ตอนต่อไปเพื่อยกระดับการวิ่งเทรลของคุณให้เก่งและสนุกขึ้นครับ!
